าร่วมกับพวกเขาไม่ได้
ส่วนเฟิ่งจิ่วกลับไม่พูดอะไร เพียงฟังเงียบๆ ก่อนจะเดินกลับไปพร้อมกับพวกเขา จากนั้นก็หาที่นั่งพัก ฟังพวกปี้ซานเล่าเรื่องที่เจอชายฉกรรจ์ให้คนอื่นๆ ฟัง
“เอาละ พักผ่อนแล้วพวกเราก็ไปกันเถิด! ออกจากป่าผืนนี้ไปแล้วค่อยพักก็ยังไม่สาย” เหลยเซียวเอ่ย ลุกขึ้นมาแล้วบอกให้ทุกคนออกเดินทางอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเร่งฝีเท้าออกเดินทางอีกครั้ง
กระทั่งเช้าตรู่ของวันที่สาม ขณะใกล้จะออกจากป่าผืนนี้ เฟิ่งจิ่วที่ทำตัวเป็นอากาศธาตุมาตลอดกลับก้าวออกมา
“ข้าคิดว่าพวกเราควรแยกกันตรงนี้ได้แล้ว” จู่ๆ ก็พูดอย่างนี้ ทำเอาทุกคนอึ้งเล็กน้อย
“หมายความว่าอย่างไร?” ปี้ซานถาม
สายตาของคนห้าหกสิบคนจับจ้องมาที่เฟิ่งจิ่ว เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจที่เขาพูดเช่นกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ไม่มีใครคิดใคร่ครวญให้ลึก ว่ายามที่คนพวกนั้นเห็นพวกเขาหลายสิบคนรวมตัวกันจะคิดอย่างไร
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบด้วยที่น้ำเสียงไม่ดังหรือเบาเกินไป “ข้าคิดว่า พวกเขาจับพวกเรามา แล้วก็อยากจะฝึกพวกเราให้กลายเป็นสายลับ จะต้องไม่อยากให้เราสนิทกันมากแน่ๆ เพราะอย่างนั้นจะทำให้พวกเขาควบคุมเราได้ยาก และเกิดปัญหาได้ง่าย”
ทุกคนไม่ใช่คนโง่ ครั้นได้ยินเฟิ่งจิ่วพูดอย่างนี้ก็พลันกระจ่างทันที