สีหน้าตกตะลึงของทุกคน ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นแค่นเสียงขึ้นจมูก หันกายจากไป ทิ้งไว้เพียงภาพเลือดสาดในกรงเหล็กขังสัตว์ร้าย…
เมื่อฟ้าเริ่มสาง ผู้ฝึกวิชามารหลายคนเดินตามหลังผู้อาวุโสกุ่ยเข้ามา พวกเขาหยุดเดินเมื่อถึงกลางสนาม สายตาเหี้ยมเกรียมของผู้อาวุโสกุ่ยตวัดมองทุกคนในสนามแวบหนึ่ง แล้วจึงค่อยเอ่ยขึ้นว่า
“มารวมตัวกันตรงนี้ให้หมด!”
สิ้นเสียง ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง เดินไปยืนตรงหน้าเขาอย่างเป็นระเบียบ สาวนกรงเหล็กที่เต็มไปด้วยเลือด ได้ถูกย้ายไปไว้อีกด้านหนึ่งนานแล้ว
เฟิ่งจิ่วเองก็เดินไปพร้อมกับคนพวกนั้น เพียงแต่ท่ามกลางคนเกือบสี่ร้อยคน เดาว่าคงมีแต่เธอที่ดูตัวเล็กและผอมที่สุด เพราะเบียดไปข้างหน้าไม่ได้ จึงทำได้เพียงยืนฟังอยู่ด้านหลังสุด
“พวกเจ้าอยู่ที่นี่มาสามสี่เดือนแล้ว แล้วก็มีคนเพิ่งเข้ามา พวกเจ้าทั้งหมดมีด้วยกันสามร้อยเจ็ดสิบแปดคน มีตั้งแต่อายุสิบกว่าจนถึงสามสิบกว่าปี เช่นนั้น พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าถูกจับตัวมาทำอะไรที่นี่?”
เสียงเย็นเยียบของผู้อาวุโสกุ่ยดังก้องทั่วสนาม เพียงแต่ไม่มีใครตอบ ทุกคนต่างฟังและดูอยู่เงียบๆ
“ไม่รู้หรือ? ไม่รู้ข้าจะบอกให้เอง!”
เสียงของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เหมือนตวาดเล็กน้อย “ท่ามกลางสามร้อยเจ็ดสิบแปดคน คนที่รอดชีวิตไปจนถึงตอนสุดท้ายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เป็นสายลับของวิหารราตรีของเรา! พวกเจ้าก็คือสายลับที่พวกข้าจะส่งเข้าไปอยู่ในส