วย”
มู่หรงอี้เซวียนที่อยู่ด้านหนึ่งเห็นก็ตะลึงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็รู้สึกว่าเข้าใจได้ เฟิ่งจิ่วมีวิชาแพทย์สูงส่ง มีฉายาว่าภูตหมอ และสองท่านนี้ที่อยู่ในสำนักบุปผาเซียนก็เป็นคนตรงไปตรงมา หากมีเรื่องใดไม่เข้าใจย่อมต้องอยากถามอยู่แล้ว
ข้างนอก เพราะได้ยินเสียงข้างใน พวกเขาจึงชะเง้อมองเข้าไปข้างในด้วยความฉงนฉงายอย่างไม่อาจห้ามใจ ยามเห็นสองคนนั้นรินน้ำชาให้เด็กหนุ่มชุดแดง ต่างก็ตะลึงตาค้างไปตามๆ กัน
ทว่า เด็กหนุ่มชุดแดงทำความสะอาดมือแล้วนั่งลง รับน้ำชาไปดื่มด้วยสีหน้าเรียบเฉยดูเป็นธรรมชาติ ก่อนจะเอ่ยว่า “เขาเลือดออกเยอะขนากนี้ ร่างกายย่อมขาดน้ำ แม้ยาเม็ดจะให้ผลเร็ว แต่กลับยากที่จะชดเชยน้ำที่ร่างกายเขาขาดได้ ฉะนั้นหลังจากปรับลมปราณเขาให้มั่นคงได้แล้ว ประสิทธิภาพของน้ำแกงยาย่อมต้องดีกว่าใช้ยาเม็ดอยู่แล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น ทั้งสองถึงบางอ้อ เข้าใจในทันที ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง เสียแรงที่พวกเขาคนหนึ่งเป็นหมอ คนหนึ่งเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ กลับไม่ได้นึกถึงจุดนี้
“เนื้อหนังนั่นเหตุใดใช้เข็มเย็บได้เล่า จะมีผลข้างเคียงไม่ดีหรือไม่?” หมอถามอีก
เพราะรู้สึกกระหายเล็กน้อย เฟิ่งจิ่วดื่มชาหมดหนึ่งถ้วย จึงพยักพเยิดให้รินชาเพิ่ม แล้วจึงอธิบายต่อว่า “ใช้เข็มกับไหมเย็บแผลทำให้แผลสมานตัวได้เร็วที่สุด เร็วกว่าปล่อยให้แผลสมานตัวกันเอง อีกอย่างไม่ต้องกลัวว่าจะติดเชื้อบวมแดงด้วย ขอเพียงตัดไหมในอีกไม่กี่วันถัดไป ไม่ม