็วเข้า รีบไปดูเซียนหยวนชิง เขาใกล้จะไม่ไหวแล้ว!” ศิษย์ที่ถูกสั่งให้เฝ้าค่ายกลเคลื่อนย้ายเห็นเขาก็รีบตะโกนขึ้น ทว่ากลับเห็นเขาพาคุณชายชุดแดงผู้หนึ่งมาด้วย จึงอดตะลึงไม่ได้
มู่หรงอี้เซวียนได้ยินอย่างนั้น ก็รีบจูงมือเฟิ่งจิ่วที่กำลังมองพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบด้าน แล้วพาเธอขี่กระบี่บินมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลักโดยตรง
เฟิ่งจิ่วเห็นอย่างนั้น ชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วดึงมือกลับ
มู่หรงอี้เซวียนรู้ตัว ก็มองเธออย่างขอโทษขอโพย “ขออภัย ข้าแค่ร้อนใจเกินไป”
“อืม” เธอรับคำ มองดูยอดเขาเบื้องหน้าที่มีชั้นเมฆลอยคลอเคล้าอยู่ กลิ่นอายพลังวิญญาณที่เข้มข้นกว่ายามอยู่แปดจักรวรรดิใหญ่ลอยปะทะหน้าเข้ามา ลึกๆ ข้างในอดอุทานด้วยความชื่นชมไม่ได้
เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมดังคาด
ทว่าบนยอดเขาแห่งหนึ่งในสำนักบุปผาเซียน ชายชราชุดเทาผู้หนึ่งกำลังดื่มสุรา เงยหน้าชำเลืองมองแวบหนึ่ง เห็นดาวดวงหนึ่งบนท้องฟ้าส่องประกาย เขาหัวเราะในลำคอ พลางพึมพำว่า “มาแล้ว เฟิ่งซิงมาแล้ว…”
ครั้นถึงยอดเขาหลัก มู่หรงอี้เซวียนมุ่งหน้าไปที่จวนถ้ำ “ท่านอาจารย์!” เขารีบพุ่งตัวเข้าไปข้างใน
ทุกคนที่ได้ยินเสียงต่างหันกลับไปมอง เห็นเขาเข้ามา จึงเปิดทางให้เขาเดินเข้ามาข้างเตียง
“ท่านอาจารย์!” ยามเห็นอาจารย์ที่นอนอยู่บนเตียงเนื้อตัวเป็นสีดำม่วงดูราวกับคนตาย มู่หรงอี้เซวียนสะท้านไปทั้งใจ รีบหันกลับไปมองหาเฟิ่งจิ่ว
“ไม่ต้องหา ข้าอยู่นี่” เฟิ่งจิ่วที่มาอยู่บนหัวเ