กระซิบข้างหูของเธอ
“เจ้าก็รู้ ข้าใกล้ชิดแต่เจ้า”
เฟิ่งจิ่วโอบเอวเขา ยิ้มถามว่า “อย่างนั้น ท่านว่าพวกเราควรหาเวลาจัดการเรื่องสำคัญให้เรียบร้อยก่อนดีหรือไม่?” ขณะพูด มือซุกซนทั้งสองข้างลูบไล้บริเวณเอวของเขา ครั้นรู้สึกได้ว่าคนข้างกายตัวแข็งทื่อ ก็อดกระตุกยิ้มมุมปากไม่ได้
“เรื่องสำคัญ?” เซวียนหยวนโม่เจ๋อใจเต้นรัว มือหนึ่งคว้ามือที่อยู่ไม่นิ่งของเธอตรงเอวเขา
“อืม เรื่องสำคัญ” เธอกลั้นยิ้ม แล้วพยักหน้า
“อย่างเช่น?” เขาก้มหน้าเล็กน้อย มองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าเธอ
“ก็อย่างเช่น ร่วมหอกันก่อนอะไรทำนองนั้น” เธอมองคนบางคนที่กำลังข่มกลั้นความร้อนรุ่มอย่างเห็นได้ชัด เห็นร่างกายของเขาแข็งทื่อเล็กน้อย ใบหน้าเย็นชาตึงเกร็ง กลีบปาก
“ท่านว่าความคิดข้าดีหรือไม่? ฟังดูไม่เลวเลยใช่ไหมเล่า?” เธอนึกจะแกล้งเขา สองมือโอบรอบลำคอหนา กระซิบถามข้างหูของเขาเบาๆ
“อย่าเล่นกับไฟ ไม่เช่นนั้น จะเจอจุดจบที่ร้ายแรงมาก” เซวียนหยวนโม่เจ๋อมองด้วยนิ่งๆ สายตาลึกล้ำมีประกายไฟโลดแล่น น้ำเสียงเริ่มแหบพร่า
“ก็ได้! ไม่แกล้งท่านแล้ว ข้าไปหาพวกท่านพี่คุยเล่นกับพวกเขาดีกว่า”
จู่ๆ เฟิ่งจิ่วก็ผละออกจากตัวเขาเหมือนปลาไหล ยิ้มร่าเอามือไพล่หลัง พลางถอยหลังทีละก้าวๆ ส่งยิ้มเย้ายวนให้เขาดุจภูตสาว “ข้าไปแล้ว คืนนี้รอข้าด้วยเล่า”
มองดูเธอกระโดดเขย่งปลายเท้าจากไป และหายลับไปจากครรลองสายตาของเขาในพริบตา ในดวงตาของเซวียนหยวนโม่เจ๋อฉายแววจนใ