อกมา
กระทั่ง คนในวังส่งคนมาเคาะประตูบ้านของเหล่าตระกูลใหญ่ หลังเข้าไปไม่นาน ก็ออกมา แล้วข่าวก็แพร่กระจายไปยังตระกูลต่างๆ อย่างนั้น เหล่าอาวุโสของตระกูลใหญ่จึงมารวมตัวกัน
“นึกไม่ถึงเลยว่าภูตหมอเฟิ่งจิ่วจะมาจริงๆ! ในสามจักรวรรดิที่เหลือยังเลือกลงมือกับจักรวรรดิบุริมฉาย”
“จากที่องครักษ์ในวังบอก ผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินคนหนึ่งของฝ่าบาทพาทหารร้อยนายไปต่อกรกับคนไม่กี่สิบคน แต่กลับถูกฆ่าหมด ไม่มีใครรอดกลับมาได้สักคน” อาวุโสอีกคนกล่าว เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด “นึกไม่ถึงจริงๆ พลังของภูตหมอเฟิ่งจิ่วจะแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งปี”
ได้ยินอย่างนั้น อาวุโสอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็ส่ายหน้า “ใช่เสียที่ไหน ข้าได้ยินมาว่าภูตหมอเฟิ่งจิ่วไม่ได้ลงมือ คนที่ฆ่าอาวุโสเหยียนชื่อกวนสีหลิ่น เป็นพี่ชายบุญธรรมของภูตหมอเฟิ่งจิ่ว”
“ดูท่าฝ่าบาทคงไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับเฟิ่งจิ่วได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สั่งให้คนมาเชิญพวกเราไปช่วย” ผู้นำตระกูลหนวดขาวเอ่ยเสียงแช่มช้าพร้อมกับลูบหนวดไปด้วย ลึกๆ ข้างในประหลาดใจในตัวภูตหมอเฟิ่งจิ่วคนนี้นัก
นางเป็นผู้หญิงแบบใดกันแน่? ถึงได้บีบคั้นผู้ครองแคว้นของจักรวรรดิแห่งหนึ่งจนอับจนหนทาง วิ่งเร่ขอความช่วยเหลือไปทั่วเช่นนี้
“เรื่องอย่างนี้ หากไม่ระวังอาจนำภัยมาสู่ทั้งตระกูลได้ ใครจะกล้าช่วยเหลือส่งเดช?”
“นั่นน่ะสิ! ภัยที่ราชวงศ์สร้างขึ้นมา ก็ปล่อยให้พวกเขาไปเก็บกวาดกันเองเถิด!” อา