่น คล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ทำให้พวกเขาเห็นแล้วก็ลอบตกตะลึงไม่ได้
ก่อนหน้านี้ได้ยินเหลิ่งหวาบอกว่าเสี่ยวจิ่วทะลวงขั้นแล้ว อีกทั้งยังไม่ใช่เพียงระดับเซียนเหิน ยามนี้เมื่อเห็น ถึงได้รู้ว่านี่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงไปธรรมดาเสียที่ไหน? เรียกว่าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยต่างหาก
นางในตอนนี้ กลิ่นอายรอบกายราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนฟ้าและแผ่นดิน กลิ่นอายของนางที่หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะสัมผัสไม่ได้นั้น ราวกับได้กลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ชั้นฟ้าไปแล้ว
ทั้งที่ชุดสีแดงโดดเด่นสะดุดตามาก แต่กลับดูเลือนรางห่างไกลด้วยในขณะเดียวกัน ใบหน้าของนางราวกับถูกซ่อนไว้ในม่านหมอกชั้นหนึ่ง ยากจะมองเห็นชัด
“เสี่ยวจิ่ว ตอนนี้พลังของเจ้าอยู่ระดับใดแล้ว?” เฟิ่งเซียวถามอย่างตกตะลึง เขาเองก็ถือว่าเคยพบผู้คนมามากหน้าหลายตา แต่เหมือนไม่เคยเห็นคนที่มีพลังเหนือกว่าระดับเซียนเหินเหมือนนางเลยกระมัง?
เฟิ่งจิ่วเม้มปากยิ้มๆ บอกว่า “ตอนนี้พลังข้าอยู่ระดับปราชญ์เซียนขั้นสูงสุดแล้วเจ้าค่ะ”
“ปะ ปราชญ์เซียนขั้นสูงสุด?”
เฟิ่งเซียวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ปราชญ์เซียนขั้นสูงสุด นั่นเป็นระดับเหนือระดับเซียนเหินเชียวนะ แต่โดยปกติแล้ว แม้เป็นผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์อีกแค่ไหน ก็ไม่มีทางทะลวงขั้นจากระดับกำเนิดวิญญาณไปถึงระดับปราชญ์เซียนขั้นสูงสุดได้นี่นา!
ต้องบอกก่อนว่า ระดับพลังยิ่งสูงยิ่งทะลวงขั้นยาก แม้แต่กลุ่มอำนาจเหนือแม่น้