ดท้ายถูกธนูยิง ร่างท่วมไฟ ตกลงไปในกองเพลิงและหายไปอย่างไร้ร่องรอย” ชายชุดดำบอก หยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วรายงานต่อว่า “ทั้งหมดนี้คนของเราเห็นมากับตา น่าจะไม่ผิดแล้วขอรับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าแปลก”
“อ้อ? เรื่องใดหรือ?”
“ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ เฟิ่งเซียวเคยมีราชโองการ องครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่งล้มตายไปมาก แล้วบอกว่าพวกเขาได้มีเรื่องบาดหมางกับศัตรูแข็งแกร่งจนไม่อาจปกป้องราชวงศ์ไว้ได้ ในวันที่ประกาศราชโองการก็ได้ล้มล้างราชวงศ์ ภายหน้าให้มีเพียงตระกูลใหญ่และกลุ่มอำนาจต่างๆ เท่านั้น ไม่มีการปกครองระบอบกษัตริย์อีกต่อไป”
ได้ยินอย่างนั้น นายท่านผู้อยู่เบื้องหลังเงียบงัน นิ้วมือเคาะบนโต๊ะ เกิดเป็นเสียงกึกๆ เนิ่นนาน จึงค่อยเอ่ยว่า “น่าสนใจ คิดจะทิ้งก็ทิ้ง ช่างทำใจทิ้งทุกอย่างที่สู้อุตส่าห์สร้างมาอย่างยากลำบากได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่ คนตระกูลเฟิ่งตายแล้วจริงหรือ? หากไม่เห็นศพ ข้ากลับไม่เชื่อ”
“นายท่านสงสัยว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์จักจั่นลอกคราบหรือขอรับ?” ชายชุดดำถาม
“หรือไม่ใช่?”
ชายชุดดำเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า “คืนนั้นได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากข้างใน หนำซ้ำเปลวเพลิงก็แผดเผาทุกอย่างจนมอดไหม้แล้วค่อยดับไป คนพวกนั้น จะมีความสามารถหนีจากสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไรกันขอรับ?”
“ช่างเถิด ในเมื่อตายแล้วก็ตายแล้ว ช่างพวกเขาว่าจะหนีออกไปได้หรือไม่ เจ้าเพียงส่งข่าวให้หานหรงรู้ก็พอแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ