วันก็หาย ตอนนี้เรื่องสำคัญคือต้งกลับไปตามหาเสี่ยวเฟิ่งเย่” เสียงของเขาเคร่งเครียด บอกว่า “พวกท่านพ่อต้องพบเจอความลำบากเช่นนั้นไปแล้ว ข้าในฐานะพี่ใหญ่ ต้องหาเสี่ยวเฟิ่งเย่ให้เจอ!”
ได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นพยักหน้า “เช่นนั้นข้าไปบอกพวกตู้ฝาน ให้พวกเขาเตรียมตัวสัหน่อย” สิ้นเสียง เขาก็พยักหน้าให้เฟิ่งจิ่ว แล้วหมุนตัวเดินออกไป
“ท่านพ่อ ท่านพักไปก่อน ข้าจะออกไปดูหน่อย หากจะออกเดินทางแล้วข้าค่อยมาหาอีกครั้ง” เฟิ่งจิ่วบอก จากนั้นก็เรียกเหลิ่งซวงที่อยู่ข้างนอกเข้ามา ให้นางประคองเธอกลับ
“เจ้าบาดเจ็บที่ขา อย่าเดินเหินไปทั่ว มีเรื่องอะไรก็บอกให้พวกเขาไปทำ” เฟิ่งจิ่วอดพูดขึ้นไม่ได้ เห็นเธอเดินกะเผลกอย่างนั้น ก็กลัวว่าแผลของเธอจะส่งผลต่อการเดินในอนาคตหรือไม่
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เธอหันกลับมายิ้ม แล้วให้เหลิ่งซวงพยุงเดินออกไปพร้อมกัน
“เด็กคนนี้เป็นอย่างนี้แหละ ว่างไม่ได้เลย ปล่อยนางไปเถิด! นางเป็นหมอ รู้อาการตนเองดี” ซั่งกวนหวั่นหรงยิ้มบอก เดินมานั่งข้างเตียง มองเฟิ่งเซียวแล้วถามว่า “ท่านไม่เป็นไรจริงหรือ?”
“ไม่เป็นไร” เฟิ่งเซียวตอบ
ได้ยินอย่างนั้น ซั่งกวนหวั่นหรงมองเขา “แต่เหตุใดข้ารู้สึกเหมือนท่านมีเรื่องอะไร? พูดไม่ได้หรือ? หากพูดไม่ได้ข้าก็จะไม่ถามแล้ว!”
เฟิ่งเซียวมองนาง ถอนหายใจเบาๆ “ไม่เป็นไรจริงๆ ข้าแค่รู้สึกว่าพักนี้เจอเรื่องอะไรมากมาย เหตุการณ์มากมายทำให้ข้ารับไม่ไหว นึกถึงพวกท่านพ่อที่ต้