าหารและพูดคุยกันไปพลาง ถามไถ่ถึงสถานการณ์ทางบ้าน รวมถึงสถานการณ์ช่วงนี้ในราชวงศ์เฟิ่งหวง
เฟิ่งเซียวตอบครบถ้วนทุกคำถาม บอกพวกเขาว่าที่บ้านสงบสุขดีทุกอย่าง บอกพวกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วง
“ท่านลุงเซียว ข้าอยากเชิญท่านกับป้าหรงไปพบเสด็จพ่อของข้าที่วังหลวง เพื่อหารือเรื่องแต่งงาน พวกท่านคิดเห็นอย่างไรขอรับ?” เซวียนหยวนโม่เจ๋อเห็นว่าบรรยากาศไม่เลว จึงถามออกไปตรงๆ
เขาคิดว่ายามนี้พ่อแม่ของเฟิ่งจิ่วก็อยู่กันพร้อมหน้าแล้ว เช่นนั้นหลังจากนี้ก็ควรถึงเวลาจัดการเรื่องแต่งงานของพวกเขาแล้ว ถึงอย่างไรทั้งสองก็รู้จักกันมาหลายปี แม้จะหมั้นหมายได้ไม่นาน แต่พวกเขาสองคนหัวใจเป็นหนึ่งเดียว ในเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยมืออีกฝ่ายไปตลอดชีวิต เช่นนั้นรีบแต่งงานกันพวกเขาจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันให้มากขึ้น
“เรื่องนี้ต้องทำอยู่แล้ว เจ้าเคยไปเยือนราชวงศ์ของเราแล้ว แล้วก็เคยพบผู้อาวุโสฝ่ายเราแล้ว แต่เรากลับไม่เคยมีโอกาสได้มาเยี่ยมบิดาเจ้าเลย ยามนี้ในเมื่อเดินทางมาถึงนี่แล้ว ย่อมต้องไปพบบิดาของเจ้า หารือเรื่องแต่งงานของเจ้ากับเสี่ยวจิ่ว”
พูดมาถึงตรงนี้ เฟิ่งเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง มองเซวียนหยวนโม่เจ๋อแล้วถามว่า “เสด็จพ่อของเจ้า คงไม่ได้คัดค้านการแต่งงานของเจ้ากับเสี่ยวจิ่วกระมัง?” ถึงอย่างไร ราชวงศ์เซวียนหยวนก็ไม่ธรรมดา มิใช่ระดับที่ราชวงศ์เล็กๆ อย่างพวกเขาจะเทียบได้ หากเขาดูแคลนพวกเขา ก็พอเข้าใจได้
“เรื่องนี้ท่านลุงเซี