หมอไม่เป็นไรกระมัง?”
“อืม” เขารับคำ รินน้ำชาแล้วยกขึ้นจิบหนึ่งคำ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วๆ” ฮุยหลางพ่นลมหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก หากภูตหมอบาดเจ็บหนัก นายท่านจะต้องทำหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาแน่ๆ พวกเขาที่ติดตามอยู่ข้างกายก็จะพลอยอกสั่นขวัญแขวนตามไปด้วย
ต้วนอิ๋งอิ๋งที่กำลังง่วนอยู่ในครัวยกอาหารมาที่ลานบ้าน ตั้งใจจะยกไปที่ห้องของเฟิ่งจิ่ว เพียงแต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ถูกอิ่งอีขวางไว้ก่อน
ยามนี้เอง กวนสีหลิ่นเดินเข้ามาพอดี เขาบอกว่า “นางชื่อต้วนอิ๋งอิ๋ง เป็นลูกสาวคนโตของเจ้าเมืองต้วน เป็นฝาแฝดกับแม่นางน้อยคนเมื่อครู่” ขณะอธิบาย เสียงของเขาหยุดไปครู่หนึ่ง มองต้วนอิ๋งอิ๋งที่ก้มหน้าเล็กน้อย ยิ้มบอกว่า “แม่นางน้อยคนนี้ไม่รู้ไปเข้าตาเสี่ยวจิ่วได้อย่างไร ช่วงที่พวกข้าอยู่ที่นี่ล้วนเป็นนางหุงหาอาหารให้ทั้งสิ้น ฝีมือไม่เลว”
ได้ยินอย่างนั้น อิ่งอีจึงไม่ขวางทางอีก ปล่อยให้กวนสีหลิ่นพาคนเข้าไป
มาถึงโต๊ะด้านใน หลังจากเห็นอาหารสองอย่างบนโต๊ะ กวนสีหลิ่นก็หันไปพูดกับฮุยหลางที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง “เจ้าไปช่วยนางยกมาหน่อยเถิด! ดูว่าพอหรือไม่ หากไม่พอก็ให้คนข้างนอกยกเข้ามาบางส่วน”
“ไม่มีปัญหา”
ฮุยหลางรับคำ หันไปตบไหล่ต้วนอิ๋งอิ๋ง “แม่นางน้อย ไปกันเถิด!” นึกไม่ถึง พอตบไหล่ นางกลับตกใจจนหน้าซีด ถอยหลังด้วยความลนลาน
“แม่นางน้อยคนนี้ขี้กลัวมาก เจ้าอย่าทำนางตกใจ” กวนสีหลิ่นบอก แล้วพูดเสริมอีกว่า “เดิมทีนางเป็นใบ้หูหนวก แต่เ