ึ่งที่อยู่ข้างหน้าหลบไม่ทัน กอปรกับนึกไม่ถึงว่ากวนสีหลิ่นจะเร็วถึงเพียงนี้ ยามเขาหันหลังไปมอง เห็นเพียงดาบใหญ่เล่มนั้นฟาดฟันลงมาแล้ว
“ซี๊ด อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนผสมกับกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงกระจายไปทั่วอากาศ เสียงเล็กแหลมนั้นดังบาดหูเหมือนเสียงหมูถูกเชือด ทุกคนที่ได้ยินต่างอกสั่นขวัญแขวน
พวกเขาเห็นเพียง แขนข้างหนึ่งปลิวออกไปกลางอากาศและร่วงลงบนพื้นดินต่อหน้าต่อตา เลือดสีแดงอาบพื้นทั้งแถบ ส่วนผู้ฝึกตนที่ถูกตัดแขนไป ใบหน้าบิดเบี้ยวไปทั้งดวง สีหน้าซีดขาว แววเคียดแค้นเกลียดชังปรากฏในแววตา
แต่ในเสี้ยวนาทีนั้น ดาบใหญ่ของกวนสีหลิ่นตวัดผ่าน ร่างกายเหาะเหินดุจสายลม มาหยุดยืนตรงหน้ารถม้า ดาบเล่มใหญ่ตวัดในแนวขวางก่อนจะชี้เฉียงไปที่พื้นดิน สายตาคมปลาบแฝงแรงกดดันน่ากริ่งเกรงจ้องไปยังกลุ่มชายชุดดำ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววสังหารดังขึ้น
“ใจกล้ายิ่งนัก! ถึงขนาดกล้าลอบสังหารคนที่นี่!”
“พวกเจ้าเป็นใคร! ถึงได้กล้าทำการลอบสังหารที่นี่!” เจ้าเมืองต้วนและผู้นำตระกูลเมิ่งตะคอกเสียงเครียด พวกเขาล้อมรถม้า เพื่อปกป้องเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในรถม้า พวกเขาคิดว่าเฟิ่งจิ่วไม่มีพลังต่อสู้
ทว่า หลังจากชายชุดดำล้มตายไปสองคน ชายคนที่เป็นหัวหน้าจ้องหน้าเฟิ่งจิ่วที่นั่งยิ้มหยันอยู่ในรถม้า แล้วหันไปมองกลุ่มคนที่กำลังคุ้มกันรถม้าแวบหนึ่ง กัดฟันกรอด ก่อนจะเป่านกหวีดในมือเพื่อส่งสัญญาณ
เสียงนกหวีดเล็กแหลมดังออกไป เพียงไม่กี่อึด