หัวเราะ นึกถึงเรื่องเฟิ่งจิ่วขึ้นมาได้ ก็บอกว่า “ใช่แล้ว จวนเรามีแขกคนสำคัญมาเยือน เจ้าอย่าไปล่วงเกินแขกส่งเดชเล่า”
“แขกคนสำคัญอะไรเจ้าคะ?” นางถามด้วยความสงสัย
“เป็นแขกคนสำคัญที่มาช่วยรักษาโรคให้ท่านปู่ของเจ้า เขาเป็นคนที่มีเหรียญตราปราชญ์โอสถและนักปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ ยามนี้พักอยู่ที่เรือนของพี่สาวเจ้า ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ก็หาโอกาสแวะเวียนไปเดินเล่นนั่งเล่นที่เรือนพี่สาวเจ้าบ้าง”
“คนผู้นั้นเป็นชายหรือเป็นหญิงเจ้าคะ เหตุใดจึงให้ไปพักที่เรือนพี่สาวของข้า คนผู้นั้นไม่รู้หรือว่าพี่สาวเป็นใบ้หูหนวก?”
“ดูเจ้าพูดจาเข้าสิ ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นพี่สาวฝาแฝดท้องเดียวกับเจ้า เหตุใดจึงพูดเช่นนี้” เจ้าเมืองต้วนอบรมเสียงเข้ม
ต้วนหลินหลินเม้มปาก “ข้าไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย นางเป็นใบ้แล้วก็หูหนวกจริงๆ นี่เจ้าคะ คุยกับนางนางก็ไม่ได้ยิน ข้าขี้คร้านจะไปนั่งกับนางที่นั่น” นางบิดตัวลุกขึ้นยืน ผลักเขาออกจากห้อง “ท่านพ่อ ข้าจะแช่น้ำร้อนแล้วพักผ่อนสักหน่อย ท่านไปได้แล้ว อย่ามัวแต่มาบ่นอยู่ที่นี่เลย”
“เด็กคนนี้ ยิ่งอยู่ยิ่งไม่รู้จักสัมมาคารวะแล้ว” เจ้าเมืองต้วนส่ายหน้า ทำได้เพียงเดินออกจากห้อง เท้าข้างหนึ่งเพิ่งจะก้าวออกมา เสียงประตูด้านหลังก็ปิดดังปัง ทำให้เขาได้แต่ถอนหายใจด้วยความเอือมระอา
“เด็กคนนี้ถูกตามใจจนเคยตัวเสียแล้ว”
นึกถึงลูกสาวคนโต ลึกๆ ข้างในเขารู้สึกละอายใจอยู่บ้าง หลายปีมานี้ เพราะ