รื่องน่ายินดี และเจ้าสามารถเขียนจดหมายส่งกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อบอกกล่าวทุกคนให้ร่วมยินดีกับความสุขที่เจ้าได้รับในคราวนี้” เย่อวี๋หรานกล่าว
“ขอรับ ข้าจะทำแน่นอน ข้าจะเขียนจดหมายส่งกลับไป…” ฉับพลันนั้น จูซานพลันตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะถามซ้ำว่า “ข้าเขียน?”
เขาชี้ใบหน้าตนเองด้วยความตกตะลึง
“ไม่ใช่ว่าเจ้าอ่านไม่ออกหรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงเขียนได้?” เย่อวี๋หรานเอ่ยถาม
จูซานตกตะลึง “เพราะ… ข้าไม่ทราบอักษรมากเท่าเจ้าเจ็ด เช่นนั้นข้าควรให้เจ้าเจ็ดเป็นผู้เขียนดีหรือไม่?”
“เจ้าเจ็ดก็สมควรเขียนในสิ่งที่เขาต้องการเขียน และเจ้าก็ควรจะเขียนในสิ่งที่เจ้าต้องการเช่นกัน” เย่อวี๋หรานจ้องตาบุตรชายพร้อมกล่าวถ้อยคำเคร่งขรึม “เจ้าเจ็ดมิใช่พยาธิในลำไส้ของเจ้าที่จะรู้ว่าเจ้าอยากจะเขียนอะไร”
“แต่ว่า…” จูซานไม่รู้จะโต้เถียงอย่างไร
เขาตระหนักได้ทันทีว่าท่านแม่ไม่ได้ต้องการให้เขาเขียนจดหมาย แต่ต้องการให้เขา ‘พัฒนา’ ตัวเองด้วยการเขียนจดหมาย
ในใจพลันมีลำธารไหลเย็นพัดผ่าน เขารู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา
ไม่ว่าเมื่อใด ท่านแม่ก็นึกถึงเขาเสมอ!
“ขอรับท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะเขียนมันเอง”
เย่อวี๋หรานยกยิ้ม “ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วก็จงเขียนอย่างระมัดระวัง และอย่าเกียจคร้านไหว้วานให้เจ้าเจ็ดช่วยเหลือ”
“ใช่แล้ว พี่สาม… ข้าบอกท่านตั้งหลายคราแล้วว่าท่านสามารถเขียนเองได้ ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวให้ข้าเขียนให้…” จูชีหัวเราะคิกคัก
ความจริง