กลัว ท่านไม่ได้ตัวคนเดียว”
“อืม ข้ารู้” นางดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย เอื้อมมือคว้าเธอไปกอดแน่นๆ
สองแม่ลูกพูดคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง กระทั่งใกล้เที่ยง ซั่งกวนหวั่นหรงจึงค่อยลุกขึ้นจากไป ตั้งใจจะกลับไปฝึกบำเพ็ญต่อที่ถ้ำ เวลาสามเดือนแม้จะเร็วไปหน่อย แต่มียาช่วย หากจะทะลวงขั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หลายวันหลังจากนั้น นอกจากเฝ้าระวังสถานการณ์ของท่านแม่ของเธอแล้ว เฟิ่งจิ่วยังหาเวลาไปดูเฉินเต้าด้วย สามวันผ่านไปตัดไหมออก ทายาแล้วห่อผ้าเอาไว้ เพียงแต่ เฉินเต้าในตอนนี้ยังคงไม่ฟื้น
เพราะรู้สึกว่าเฉินเต้าหมดสติจะเป็นผลดีต่อการพักฟื้นอาการบาดเจ็บมากกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่คลุ้มคลั่ง เฟิ่งจิ่วจึงให้เขานอนหลับอยู่อย่างนั้น ตั้งใจว่ารอให้กระดูกสันหลังส่วนเอวของเขาใกล้หายดีแล้วค่อยทำให้เขาตื่น เมื่อถึงตอนนั้นแล้วเขาเห็นผลลัพธ์ ก็จะไม่ขยับร่างกายตนเองส่งเดชทำให้แผลฉีกอีกครั้ง
วันนี้ เฟิ่งจิ่วมาที่หน้าถ้ำของเฉินเต้าอีกครั้ง ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงของลั่วเหิงดังออกมาจากในถ้ำ
“เฟิ่งจิ่วๆ เจ้ามาแล้วหรือ? รีบเข้ามาเร็ว ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
เธอจึงเดินเข้าไปถาม “เรื่องอะไรหรือ?”
“เมื่อเช้าผู้อาวุโสมาที่นี่ บอกว่าคนในตระกูลใกล้มาถึงแล้ว จะมารับศิษย์พี่เฉินกลับไป เจ้าว่าควรทำเช่นไรดี? อาการบาดเจ็บของศิษย์พี่เฉินยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ? หากปล่อยให้พวกเขาเคลื่อนย้ายเขากลับไป เดาว่าแ