จิ่ว?”
ลั่วเหิงตะโกนเรียกอยู่ข้างนอก แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
ได้ยินประโยคนี้ เธอกระเด้งตัวลุกจากเตียง หยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นคนที่ยืนตะโกนอยู่ข้างนอก ก็บอกว่า “ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่นี่หมายความว่าอย่างไรกันขอรับ? หรือท่านเห็นว่าข้าในยามนี้ไม่ใช่ข้า แต่เป็นผี?”
เขาตะลึง โบกไม้โบกมือ “เปล่าๆๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงแต่อยากแวะมาดูว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?” ลั่วเหิงอธิบาย แล้วถามว่า “คลื่นฝูงสัตว์ร้ายในตอนนั้นเจ้าไม่เจอหรือ? เจ้าอยู่ในส่วนลึกของป่า เหตุใดจึงไม่บาดเจ็บสักนิดเลยเล่า?”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ตอบว่า “ข้าเจอขอรับ ตอนนั้นข้าอยู่บนยอดเขา มองเห็นสัตว์ร้ายนับหมื่นกำลังวิ่งออกไปข้างนอกจากที่ไกลๆ ใช่แล้ว ศิษย์พี่เฉินเล่า? เขาไม่เป็นไรกระมัง?”
ได้ยินอย่างนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าลั่วเหิงพลันหุบลง “ศิษย์พี่เฉินเขา เขา…”
“เขาเป็นอะไรขอรับ?” เห็นสีหน้าเขาแปลกไป แม้จะพยายามปกปิด แต่กลับถูกเธอจับสังเกตได้
“เขาเป็นอะไรขอรับ? ท่านบอกมาสิ!” เฟิ่งจิ่วเร่งเร้า หัวใจหนักอึ้ง ลอบคิดในใจ หรือว่าเฉินเต้าตายแล้ว? หากปะทะกับคลื่นฝูงสัตว์ร้ายตรงๆ เช่นนั้นอัตราการตายก็สูงมากทีเดียว
เห็นเฟิ่งจิ่วจี้ถามไม่หยุด ลั่วเหิงถอนหายใจ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้นให้เขาฟังอย่างละเอียด
“พอข้าพาเขากลับมาก็ให้คนในยอดเขารักษาเขา แต่พวกเขาทำ