ของเฉินเต้า จากนั้นก็ออกแรงกระชาก ก็ดึงเขาออกมาได้แล้ว
“ผลุบ!”
ยามถูกดึงออกมายังมีเสียงผลุบดังตามมา ราวกับดึงหัวไชเท้าออกจากดินอย่างไรอย่างนั้น
“ฮู่ว ตกใจจนข้าไม่กล้าหายใจแรงๆ ด้วยซ้ำ ประมาทเกินไปจริงๆ” เฉินเต้าบ่นพึมพำ มองเห็นเชือกที่มือคลายออกแล้ว ดวงตาก็เป็นประกาย มือข้างหนึ่งลูบหนวดเลขแปดแล้วคลี่ยิ้ม มองเฟิ่งจิ่ว “เจ้าแรงเยอะไม่เบาเลย ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย!”
เฟิ่งจิ่วเห็นเขาเอามือที่เปื้อนโคลนมาลูบที่หนวด จนกลายเป็นหนวดเลอะโคลนสองเส้น ก็อดหัวเราะไม่ได้ ตอบว่า “ไม่หรอกขอรับ ศิษย์พี่เฉินก็แค่มีรูปร่างสูงเพรียวดุจต้นไม้หยกกลางสายลม ข้าถึงได้ไม่เปลืองแรงดึงเลยอย่างไรเล่าขอรับ!”
“ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าเด็กนี่อ้าปากพูดอะไรก็ชวนให้คนฟังเบิกบานใจไปหมด ดีๆ ไม่เลวๆ กลับไปศิษย์พี่จะตบรางวัลให้เจ้าแน่นอน” ก้มมองร่างกายตัวเองเปื้อนโคลนไปแล้วครึ่งตัว จึงถอนหายใจ “ตัวเปื้อนโคลนไปหมดเลย เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนหมูตกโคลนอย่างไรอย่างนั้น?”
ได้ยินประโยคนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี มองพวกคนที่ยังคงหมดสติอยู่ในโคลน เธอยิ้มแล้วเตือนเขาว่า “ศิษย์พี่เฉิน ถ้ายังไม่ดึงพวกเขาออกมาอีก พวกเขาก็จะจมลงไปแล้วนะขอรับ” เพราะผิวโคลนถูกทำให้สะเทือน พวกคนที่อยู่ในโคลนจึงเริ่มจมลงไปอีก
เฉินเต้าหันกลับไปมอง ไม่นานก็เขย่งปลายเท้าลอยตัวขึ้น แล้วดึงพวกเขาออกมาขณะกระโดดข้ามบ่อโคลน
เฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างหลังเห็น ก็กระโดดตามและดึงออกมาได้อีก