้นไม่ไหวจนเสียหลักล้มลงไปบนพื้นหญ้า ต่างส่งเสียงร้องครวญ
เฉินเต้าที่ยืนมั่งคงแล้วหันมา เห็นเฟิ่งจิ่วกำลังมองไปรอบๆ เหมือนไม่ได้มีอาการอึดอัดหรือไม่สบายอะไรจากค่ายกลเคลื่อนย้าย ก็อดยกมือลูบหนวดเลขแปดสองเส้นของตนเองไม่ได้ พลางผุดรอยยิ้มแฝงความนัยออกมาเล็กน้อย
“ศิษย์พี่เฉิน ท่านช่วยประคองข้าหน่อยสิเจ้าคะ!”
“ศิษย์พี่เฉิน เหตุใดเมื่อครู่ท่านจึงผลักข้าออกมาเล่าเจ้าค่ะ? ข้าเกือบล้มเลย”
หญิงสาวทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ครั้นพูดออกไป ทั้งสองก็สบตากันแวบหนึ่ง ในแววตาของทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างเห็นแววท้าทายที่อยู่ในนั้น
“ศิษย์น้องทั้งสอง พวกข้าประคองพวกเจ้าเอง มาๆ”
ชายอายุสามสิบปีคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกเฟิ่งจิ่วรีบก้าวเข้ามา เอื้อมมือทำท่าจะประคองหญิงงามสองคนที่ล้มอยู่บนพื้นหน้า แต่กลับปะทะกับแววตาเย็นชาของหญิงสาวทั้งสองเข้า จึงได้แต่ชักมือกลับไปอย่างประดักประเดิด
“ไม่ต้องหรือ? ไม่ต้องก็ดี ไม่ต้องก็แสดงว่าพวกเจ้าไม่เป็นอะไร เช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นเถิด” ชายคนนั้นบอก ขณะเดียวกับที่ชักมือกลับและถอยหลังไป ก็ตวัดมองเฉินเต้าด้วยความชิงชังแวบหนึ่ง
เฉินเต้ายืนเอามือข้างหนึ่งไพล่หลัง มืออีกข้างลูบหนวดเลขแปด ไม่ได้สนใจความขุ่นเคืองของคนผู้นั้น เพียงมองหญิงสาวสองคนที่ล้มอยู่บนพื้นหญ้าแวบหนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ “ศิษย์น้องทั้งสอง ถึงข้าเฉินเต้าจะหล่อเหลาไร้เทียมทาน แต่พวกเจ้าสองคนทำเช่นนี้ จะ