เจ้าอย่าเสียงดังได้ไหม? นี่ไม่ใช่ตอนเช้าตรู่เสียหน่อย เจ้าจะร้องทำไม? ไปไกลๆ เลย ข้ากำลังยุ่งอยู่นะ! เจ้าอย่ามาวุ่นวายกับข้า” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปากไล่มัน พลางเก็บยาทิพย์ที่จะเอาไปส่งใส่ตะกร้า
“กุ๊กๆๆ กุ๊กๆๆ…” เจ้าขนเขียวกระพือปีก แต่กลับเดินกระพือปีกออกไปข้างนอก ไม่ได้เดินเพ่นพ่านในลานกว้างอีก
“เฟิ่งจิ่ว? เฟิ่งจิ่วอยู่หรือไม่?” มีคนตะโกนเรียกเสียงดัง
“อยู่ๆ ข้าอยู่ตรงนี้” เธอโบกมือโดยไม่เงยหน้ามองด้วยซ้ำ
คนผู้นั้นเห็นเขากำลังยุ่ง จึงรีบสาวเท้าเดินเข้ามา ยื่นตะกร้าในมือให้ “นี่เป็นของที่อาจารย์อาซั่งกวนต้องการ ระหว่างทางเจ้าเอาไปให้นางที่ยอดเขาชั้นแปดด้วยเลยก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ มือของเฟิ่งจิ่วที่กำลังเก็บยาทิพย์ใส่ตะกร้าชะงักงัน เงยหน้ามองผู้มาก่อนถามว่า “อาจารย์อาซั่งกวน เป็นศิษย์ปิดสำนักของปรมาจารย์ซานหยางคนนั้นหรือ?”
“ดูเจ้าถามเข้าสิ ยอดเขาซานหยางของเรานอกจากนางแล้ว ยังมีใครแซ่ซั่งกวนอีกหรืออย่างไร?”
คนผู้นั้นยิ้มๆ กล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว เป็นนางนั่นแหละ เดิมทีข้าควรเป็นคนเอาไปส่งเอง แต่ข้ามีธุระต้องลงเขานี่? เจ้าจะไปส่งยาพอดี ก็ส่งให้ข้าด้วยเลย นางไม่ได้รีบเอายาทิพย์นี้ เจ้าส่งอย่างอื่นหมดแล้วค่อยแวะไปส่งก็ได้”
เขารู้ว่าเฟิ่งจิ่วเป็นศิษย์ชั้นล่างที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้เพียงครึ่งเดือน แต่เพราะทำงานดีมาก กอปรกับนักเล่นแร่แปรธาตุแต่ละคนก็ประทับใจในตัวเขา จนมีคนเสนอให้เขาเป็นลูกศิ