้ายให้เจอ แต่ก็ไม่อาจใส่ความผู้บริสุทธิ์ได้”
“ต้องเป็นเจ้าเด็กนี่แน่! นี่เป็นคนที่หกแล้วที่ถูกฆ่า อีกทั้งพวกเราเดินตรวจตราแถวๆ นี้แล้ว ก็ไม่เห็นคนอื่นเลย เจ้าเด็กนี่จู่ๆ ก็มาโผล่ที่นี่ น่าสงสัยมาก หากไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร?”
ชายที่เป็นหัวหน้าจ้องเฟิ่งจิ่วด้วยแววตาเคร่งขรึม ตวาดว่า “เจ้าหนู เจ้าสารภาพมาเสียดีๆ พักนี้คนที่ปล้นชิงทรัพย์และสังหารคนในป่า ก็คือเจ้าใช่หรือไม่!”
เฟิ่งจิ่วลอบกลอกตา ผู้ชายคนนี้ช่างโง่เขลาเสียจริง ถามกันอย่างนี้ อย่าว่าแต่เธอไม่ใช่คนร้ายเลย ถึงเธอจะเป็นคนร้ายก็ไม่มีทางโง่สารภาพออกไปหรอก!
แต่เห็นท่าทางของเขาเหมือนปักใจเชื่อว่าเป็นเธอไปแล้ว เธอจึงก้าวไปข้างหน้า “ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่วันนี้ เมื่อครู่ก็บอกไปแล้วว่าพักผ่อนอยู่ในป่าแล้วได้กลิ่นคาวเลือดจึงเดินเข้ามาดู”
เธอมองคนที่ถูกจับห้อยหัว ก่อนหันไปขอความช่วยเหลือจากอีกสองคนที่อยู่ด้านหนึ่ง “ศิษย์พี่สองท่านนี้ ช่วยปล่อยคนลงมาก่อนได้หรือไม่?”
“หึ ใครเป็นศิษย์พี่ของเจ้า อย่ามาเรียกส่งเดช” สองคนนั้นแค่นเสียง แต่ก็ยังปล่อยคนลงมาตามที่เธอบอก
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ แล้วก้าวเข้าไป กลับได้ยินชายสองคนที่เดินมาขวางหน้าไว้แล้วถามว่า “เจ้าจะทำอะไร?”
“ข้าก็จะช่วยพวกท่านตรวจสอบสาเหตุและเวลาการตายอย่างไรเล่า!”
“เจ้าชันสูตรศพเป็นหรือ?” สองคนนั้นค่อนข้างประหลาดใจ
“อืม เคยมีประสบการณ์มาบ้าง”
เธอตอบ จากนั้นก็หยิบถุงมือจากในแขนเสื้อมาใส่ เปิ