รรักษาโรค ผู้อาวุโสอย่าเสียเวลาพูดดีกว่า ตอนอารมณ์ไม่ดีปกติข้าคนนี้จะไม่รักษาใคร ผู้อาวุโสเองก็เป็นหมอ น่าจะรู้ว่าอารมณ์ของหมอนั้นสำคัญมาก ไม่เช่นนั้น หากมีอะไรผิดพลาดระหว่างการรักษาแม้แต่นิดเดียว จะส่งผลอะไรตามมาไม่มีใครคาดเดาได้”
ครั้นได้ยินประโยคนี้ ชายแก่ที่ตอนแรกยังพูดด้วยรอยยิ้มสีหน้าค้างแข็ง เริ่มยิ้มต่อไม่ออกแล้ว
เขาเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้น เห็นอีกฝ่ายเดินไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ด้านหนึ่งก็อดชะงักไม่ได้ ลอบไตร่ตรองในใจสักครู่ จากนั้นถึงเดินเข้าไปหา “สหายน้อย ผู้เฒ่ารู้ว่าวิธีการเชิญแขกเช่นนี้เป็นการเสียมารยาท เรื่องนี้ผู้เฒ่าต้องขอโทษสหายน้อยด้วย” ขณะกล่าว เขาประสานมือคารวะอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ถึงอย่างไร เขาที่เป็นผู้อาวุโสก็ยอมคารวะเด็กหนุ่มก่อน หากเป็นคนอื่นจะไม่มีทางยอมก้มหัวง่ายๆ เช่นนี้ แต่นี่เขาบอกจะขอโทษก็ขอโทษเลย ทำให้เฟิ่งจิ่วแปลกใจเล็กน้อย
เมื่อนึกถึงว่าพวกเขาเองก็ไม่เคยทำร้ายเธอจริงๆ อย่างมากก็แค่เสียมารยาท ด้วยเหตุนี้ท่าทีเธอจึงอ่อนลง บอกว่า “พวกท่านมีที่ให้พักผ่อนหรือไม่? ข้าง่วงแล้ว มีเรื่องใดค่อยว่ากันพรุ่งนี้เถอะ”
ชายแก่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบบอกว่า “มี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สหายน้อยพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยช่วยดูอาการให้สหายของข้า!” ไม่เพียงเท่านั้น ชายแก่ไม่เปิดโอกาสให้เฟิ่งจิ่วปฏิเสธ กล่าวเสริมอีกว่า “ขอเพียงสหายน้อยยอมช่วย ภายหน้าหากมีเรื