ทของนางเดินผ่านพวกเขาไป เวลานี้เอง กลับได้ยินผู้หญิงคนนั้นพูดกลั้วหัวเราะขึ้นมา
“องค์รัชทายาทชื่อสุ่ย มือของพระองค์ทำไมถึงได้บวมแดงเช่นนั้น เป็นอะไรมากหรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้มมององค์รัชทายาทที่กำลังพยายามอดทนต่อความเจ็บปวด จิตใจเบิกบานเหมือนดอกไม้ กล้าฉีกเสื้อเธองั้นหรือ? คิดว่าเสื้อเธอฉีกง่ายนักหรือไร?
“แม่นางร้ายกาจนัก!” เขาหอบหายใจ สายตาจับจ้องสตรีชุดแดงเขม็ง เห็นเพียงดวงตาของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็นผลตอบแทนที่องค์รัชทายาทฉีกเสื้อคนของข้า ไม่ต้องซาบซึ้งนักก็ได้”
“เป็นเจ้า! เป็นเจ้าเองที่วางยาพิษเสด็จพี่รัชทายาท?” อิ๋งเสวี่ยแผดเสียงถาม หากไม่ใช่เพราะเซวียนหยวนโม่เจ๋ออยู่ตรงนี้ นางจะเข้าไปฉีกหน้าผู้หญิงคนนี้แน่
“ยาพิษ? ไม่ๆ หม่อมฉันจะวางยาพิษใส่องค์รัชทายาทชื่อสุ่ยได้อย่างไร พวกท่านเป็นแขก วางยาพิษแขกถือเป็นเรื่องไร้มารยาท” เฟิ่งจิ่วส่ายหน้ากล่าว เห็นว่าองค์หญิงอิ๋งเสวี่ยท่าทางเหมือนอยากจะลงมือกับเธอเต็มที่ จึงเตือนด้วยความหวังดี “องค์หญิงอิ๋งเสวี่ย อย่าเข้าใกล้หม่อมฉันจนเกินไป ของจำพวกยาที่ติดตัวหม่อมฉันยังคงมีเหลืออยู่นะเพคะ!”
“เจ้า!”
“จริงสิ พวกท่านได้กลิ่นหอมอะไรหรือไม่?” พอเธอพูดอย่างนี้ รัชทายาทชื่อสุ่ยกับองค์หญิงอิ๋งเสวี่ยหน้าถอดสีทันที ไม่กล้ารั้งอยู่นาน รีบสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
ขณะมองร่างที่รีบร้อนจากไปของพวกเขา เฟิ่งจิ่วอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ “ช่างขี้ขลาดจริงๆ”