ต้องขยับนิ้วมือก็ทำได้ทุกเวลา หนำซ้ำยังทำให้คนหาเบาะแสไม่ได้ด้วย
ครั้นเห็นเฟิ่งจิ่วพูดจามั่นอกมั่นใจ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเริงร่า เขาก็ไม่ถามอะไรอีก อย่างไรเสียไม่ว่าพรุ่งนี้เป็นอย่างไรก็ต้องไปพบสองคนนั้น และทำหน้าที่เจ้าบ้านอย่างดีที่สุด
ทว่าเริ่มตั้งแต่คืนวันนี้ ทุกๆ ครึ่งชั่วยามรัชทายาทแห่งชื่อสุ่ยจะต้องวิ่งไปห้องส้วม ทั้งยังไหลออกมาเป็นสายเช่นนั้น แม้จะกินยาก็ไม่หยุด จนเช้าตรู่วันต่อมา ทหารอารักขาจึงประคองรัชทายาทแห่งชื่อสุ่ยที่ร่างกายหมดสภาพกลับไปพักผ่อนในห้อง
เวลาแค่คืนเดียว ใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยความเหี่ยวเฉา ท่าทางอิดโรยยิ่งนัก
ตอนเที่ยงคืน หยางหย่งที่รู้ข่าวให้หมอในจวนเข้าไปตรวจอาการ ได้ข้อสรุปว่าท้องไส้ไม่ดี แม้จะสั่งยาให้กินก็ยังไม่หยุด กินอะไรลงไปต้องวิ่งไปห้องส้วม
ยามเช้าตรู่
“เสด็จพี่รัชทายาท ท่านดีขึ้นบ้างหรือยังเพคะ?” องค์หญิงสามยืนถามอยู่หน้าประตูห้อง รู้สึกกังวลเล็กน้อย
หากบอกว่ามีคนวางยาในอาหารก็เป็นไปไม่ได้เท่าไรนัก เพราะพวกเขากินอาหารเหมือนๆ กัน อีกอย่างคิดว่าเซวียนหยวนโม่เจ๋อไม่น่าก่อเรื่องเช่นนี้ในจวนด้วย
แต่ตอนนี้เสด็จพี่ของนางกลับมาท้องเสีย ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ แม้แต่พูดจายังอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
“งานเลี้ยงต้อนรับวันนี้ เจ้าไปได้เลย ข้าเกรงว่าจะไปไม่…”
เสียงข้างในห้องพูดได้ครึ่งเดียว จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ร่างหนึ่งค้ำประตูเร่งฝีเท้าเดินออกมา มุ่งหน้าไปยั