ถอะ!”
ได้ยินเช่นนี้ พวกของหนิงหลางถึงค่อยสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเฟิ่งจิ่วซีดเซียวเล็กน้อย ในใจนึกแปลกใจ ทว่าก็ไม่ถามกวนใจเขาอีก และลากตัวปี้ซานมาถามว่า “เช่นนั้นเจ้าเล่ามาซิ เขารักษาเจ้าอย่างไร? ใช้ยาอะไร? เจ้าแกะผ้าตรงขาให้ข้าดูหน่อย”
ปี้ซานได้ยินดังนี้ก็ส่ายหน้า “ไม่ได้ หากจะบอกนายท่านคงบอกพวกท่านแล้ว เขาไม่พูด ข้าก็ยิ่งพูดอะไรไม่ได้ ข้าจะไปเฝ้ายาม พวกท่านตามสบายเถอะ!”
ครั้นเห็นเจ้าคนตัวใหญ่นี่ปฏิเสธทันที พวกเขาอึ้งงัน มองหน้ากันและไม่พูดอะไรให้มากความอีก เอาเถอะ! นิสัยแปลกๆ ของเฟิ่งจิ่วใช่ว่าพวกเขาจะไม่รู้ ไม่บอกความลับก็ช่างเถอะ
จวบจนยามเช้าตรู่ แสงอาทิตย์แรกสาดส่องลงมา ทุกคนใช้น้ำล้างหน้าบ้วนปากอย่างง่ายๆ แล้วกินอะไรเล็กน้อยเติมท้องสักหน่อย จากนั้นจึงเตรียมตัวออกเดินทาง
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขาและบอกว่า “ป่าภูตต้นไม้ตอนกลางวันยังดี หากพวกเจ้าเร่งความเร็วไม่เดินผิดทาง เวลาหนึ่งวันก็น่าจะทะลวงผ่านไปได้ พวกเจ้าตามข้ามาเถอะ!”
พวกเขาทั้งหลายพยักหน้าขานรับ “ได้”
ปี้ซานตามพวกเขามาตลอดทางยิ่งประหลาดใจขึ้นทุกที เดิมทีนึกว่าพวกเขาล้วนเป็นลูกคุณหนู ไม่นึกว่าประสาทสัมผัสที่มีต่อสภาพแวดล้อมกับอันตรายในนี้จะแข็งแกร่งและคุ้นชินยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ตอนแรกที่พวกเขาเข้ามา ทะลุผ่านป่าภูตต้นไม้ไม่รู้เดินมานานแค่ไหน อีกทั้งยังโดนภูตต้นไม้โจมตีตลอด พวกเขากลับเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
หนำซ้ำสิ่งที่ทำให้เข