มานี้ไม่ได้พักผ่อนเท่าไรเลย หายใจยังเหนื่อยนิดหน่อย”
ต้วนเยี่ยมองไปรอบๆ เอ่ยพลางชี้ยังบริเวณไม่ไกล “ตรงนั้นมีก้อนหินใหญ่ พวกเราไปพักตรงนั้นกันเถอะ!”
“ได้” พวกเขาพยักหน้า แล้วเดินไปยังก้อนหินใหญ่ไม่ไกล
เฟิ่งจิ่วหยิบแผนที่ออกมาดูเพื่อแยกแยะว่าอาศรมอยู่ทางทิศไหน ขณะกำลังอ่านหางตากลับเห็นอสูรกลืนเมฆาดมๆ ตรงก้อนหินที่พวกของหนิงหลางนั่งกัน คล้ายกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง จึงถามว่า “อสูรกลืนเมฆา? เป็นอะไรไป?”
“เป็นอะไรไปอะไร? มีใครเป็นอะไรหรือ?”
ลั่วเฟยเอ่ยถาม หยิบผลไม้ออกมากินพลางเอ่ยว่า “ตรงนี้เป็นชายแดนระหว่างสองป่า สงบยิ่งนัก! ตอนนี้พวกเราเพิ่งได้นั่งพัก เจ้าอย่ากังวลนักเลย เข้ามาเร็ว ตรงนี้ข้ามีผล… อ๊าก!”
ลั่วเฟยที่กำลังกินผลไม้และโบกมือให้เฟิ่งจิ่วนั่งขัดสมาธิบนก้อนหิน ยังพูดไม่ทันจบก็สะดุ้งขึ้นมาทันใด แล้วร้องด้วยความตกใจ
พวกของต้วนเยี่ยที่นั่งบนก้อนหินด้วยกันเพียงนั่งพิงตรงริมๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อจู่ๆ ก้อนหินขยับขึ้นมา พวกเขาจึงผละออกอย่างรวดเร็ว มีเพียงลั่วเฟยนั่งบนนั้นด้วยท่าทางงุนงง
“กรร!”
อสูรกลืนเมฆาคำราม พร้อมเผยกรงเล็บแหลมคม อ้าปากจะกัดไปยังก้อนกิน ใครจะรู้ว่าก้อนหินกลับกระโดดขึ้นมา เผยให้เห็นศีรษะที่หดอยู่ด้านใต้รวมถึงขาทั้งสี่ข้าง เหมือนจะเป็นสัตว์อสูรที่ภายนอกเหมือนก้อนหินอย่างกับแกะ เป็นก้อนหินอะไรเสียที่ไหน?
ยามนี้อสูรก้อนหินคล้ายจะถูกทำให้หวาดกลัว หลังจากลุกขึ้นมายืนก็มองพว