ัญ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สิบกว่าเท่าของป่านี้”
“แต่ตรงนี้น่าจะยังวาดไม่เสร็จ วาดไม่เสร็จยังใช้ไปเกือบหนึ่งแผนที่ แค่คิดก็รู้แล้วว่าเทือกเขาอเวจีแห่งนี้กว้างใหญ่แค่ไหน”
“กำลังระดับหลอมแก่นพลังอย่างเขาเดินผ่านสถานที่พวกนี้ได้ด้วยหรือ? ตามความคิดของข้า ผู้ฝึกตนไร้สำนักคนนั้นน่าจะได้มาจากที่อื่น” หนิงหลางเอ่ยขึ้น มองเฟิ่งจิ่วและถามว่า “ในนี้มีสัญลักษณ์ หนำซ้ำยังวาดสัตว์ร้ายอะไรไว้ เป็นไปได้ว่าจะอันตรายกว่าที่นี่ที่พวกเราอยู่เสียอีก!”
“เจ้ากลัวหรือ?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วมองเขา
หนิงหลางได้ยินคำพูดนี้ก็ยืดเอวตั้งตรง “กลัว? ได้อย่างไรเล่า? ข้าไม่กลัวหรอก ต่อให้สู้ไม่ไหวข้าก็หนีไปได้!”
“เจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้” ต้วนเยี่ยแค่นเสียงหยัน พร้อมชายตามองเขา
ซ่งหมิงได้ยินก็ยิ้มขึ้นมา กล่าวอย่างหยอกล้อ “ข้าคิดว่าเจ้าเข้าไปจะไม่ยอมไปไหนแน่ๆ ยิ่งอันตรายสิ่งของล้ำค่าในนั้นยิ่งมาก! ไม่แน่ว่าเจ้าเก็บยาทิพย์ล้ำค่าอะไรมาตอนไหนล้วนเป็นเงินไปหมด! เจ้าจะตัดใจทิ้งไปหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก”
“แหะ ข้าไม่เสียดายหรอก” หนิงหลางฉีกยิ้ม แล้วมองยังลั่วเฟย ถามว่า “สิ่งของพวกนั้นที่เจ้าโยนไปก่อนหน้านี้คืออะไร? ยังมีหน้ากากพวกนั้นอีก เป็นฝีมือเจ้าหรือ?”
“เมื่อก่อนไว้ใช้จู่โจม อันที่จริงจะมีผลแค่กับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ไม่ส่งผลอะไรมากมายต่อผู้ฝึกตนวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลัง”
ลั่วเฟยเอ่ยไปและดื่มน้ำให้ชุ่มคอ เห็นเฟิ่งจิ่วจ้องมองแผ