้ยินเช่นนี้ สองมือกำหมัดแน่น ใบหน้าจ้ำม่ำเต็มไปด้วยความจริงจัง ประกายความตื่นเต้นในดวงตาแวววาว “อืม เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”
คนอื่นข้างๆ ได้ยินคำพูดนี้ สายตาพลันมองไปยังหนิงหลาง เตือนว่า “คนของพวกเขามากกว่าเรา หนำซ้ำกำลังล้วนอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางและขั้นสุดท้าย ในนั้นยังมีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคน”
“ไม่เป็นไร มีหัวหน้าของพวกเราอยู่จะกลัวอะไร!” หนิงหลางเชิดคางมองยังเฟิ่งจิ่วด้วยสีหน้าเชื่อมั่น
“ข้าไม่สู้แค่คอยดูพวกเจ้า” เฟิ่งจิ่วพูดจบ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหนิงหลางก็พาอสูรกลืนเมฆาพุ่งถอยไปด้านหลังในทันที แล้วเรียกพลังกระโดดไปนั่งดูพวกเขาบนกิ่งไม้
“หา?”
หนิงหลางงุนงง เมื่อครู่มัวแต่ตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเฟิ่งจิ่วไม่คิดจะช่วย ตามความคิดของเขากำลังของเฟิ่งจิ่วแข็งแกร่งเพียงนั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคน แม้มาอีกสองคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ กลับไม่นึกว่าเขาไม่คิดสู้
“จะหาอะไรเล่า? เจ้าได้ยินเขาบอกหรือว่านี่เป็นประสบการณ์สำหรับพวกเรา?” ต้วนเยี่ยตบหัวเขาไปอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่ามาทำท่าทางปัญญาอ่อน ถ้าทำไม่ดีคงไม่เหลือชีวิต”
ได้ยินเช่นนี้หนิงหลางเก็บอารมณ์ มองยังยี่สิบกว่าคนตรงหน้าพลางกลืนน้ำลาย ในที่สุดก็รู้ว่าสถานการณ์ร้ายแรงมาก แม้แต่หน้าผากยังเหงื่อไหลออกมาเพราะความรู้สึกกังวล
“สู้ก็สู้เถอะ! เพื่อถุงฟ้าดินของพวกเขาและสมบัติพวกนั้น ขะ ข้าจะสู้ตาย! อ