้ยินคำพูดนี้ก็เผยรอยยิ้มออกมาทันใด ต้วนเยี่ยมองๆ รองเท้าบนเท้าของเขา แล้วเห็นเสื้อที่สวมติดตัวด้านใน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “สมบัติของเจ้ามีไม่น้อยเลย! แต่ละชิ้นล้วนเป็นสิ่งของช่วยชีวิตจริงๆ”
“ใช่สิ บ้านของข้าไม่มีอะไรเลย แค่มีเงินเยอะ เงินมากมายจะต้องการอะไรอีก?”
เขาเชิดคางอย่างภาคภูมิ ท่าทางบอกว่า ‘ข้าเป็นผู้มีอิทธิจะต้องกลัวใคร’ พวกเขามองเสียจนยิ้มขึ้นมา บรรยากาศจึงผ่อนคลายลงไปบ้างเพราะเหตุนี้ เปลี่ยนไปไม่ตึงเครียดเพียงนั้น แต่แสดงท่าทีปล่อยวางและสบายใจ
“เอาล่ะ พวกเจ้ารีบๆ พักผ่อน ต้วนเยี่ย พวกเราสองคนจะเฝ้ายามกลางคืน” ลั่วเฟยเอ่ยไป พร้อมให้สัญญาณพวกเขารีบพักผ่อนเสริมสร้างจิตใจ
ดังนั้นจึงปล่อยพวกเขาสองคนเฝ้ายาม คนอื่นๆ พักผ่อน กระทั่งพ้นเวลาเที่ยงคืน เฟิ่งจิ่วก็ตื่นขึ้นมาและบอกทั้งสองว่า “พวกเจ้าไปนอนสักพักเถอะ! ที่นี่ข้าดูให้ก็ได้”
“ได้” แล้วเปลี่ยนให้เฟิ่งจิ่วเฝ้ายาม
สายลมกลางคืนในนี้หนาวเย็น มีกลิ่นอายพื้นดินหญ้าเขียวน้อยๆ เสียงร้องปานวิญญาณโหยหวนดังออกไป ฟังเสียงเหมือนจะมาจากปีศาจต้นไม้พวกนั้น ด้วยเหตุนี้ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้อยากจะนอนก็ยากมาก แต่ดันมีคนหลับสนิทและกรนขึ้นมา
ซ่งหมิงตื่นมานั่งด้วยกันกับเฟิ่งจิ่ว มองไปทางหนิงหลางที่นอนเหมือนหมู แล้วยิ้มเอ่ยว่า “เขาอยู่ที่นี่ยังหลับได้ลึกเพียงนี้ เจ้าหมอนี่ช่างสบายใจเสียจริง”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ “เขาเหนื่อยมาตลอดทาง เดาว่าแต่ก่