าก็ด้วย…”
ทันใดนั้น พวกเขายังไม่ทันคิดหาทางก็พากันทรุดนั่งลงรอบๆ เพราะสูดควันเข้าไป หลังจากพวกหมอของตระกูลที่ติดตามมาตรวจดู ก็บอกพวกเขาว่าเป็นเพราะสูดควันพวกนั้นเข้าไป
ทุกคนนึกว่าเพราะควันพวกนั้นทำให้ไม่สบาย กลับไม่คิดว่าเฟิ่งจิ่วจะโยนยาเม็ดไปในกองไฟ
ส่วนทางนั้นพวกของเฟิ่งจิ่วที่มาถึงอาณาเขตของเทือกเขาอเวจีมองคนพวกนั้น ก่อนจะเผยรอยยิ้ม แล้วหมุนตัวมุ่งไปในป่าลึก…
สถานที่ที่พวกเขาอยู่ไม่ใช่รอบนอกของเทือกเขาอเวจี ด้วยเหตุนี้ความอันตรายจึงค่อนข้างน้อยกว่า พืชหญ้าที่นี่สูงกว่าหญ้าสูงครึ่งเอวที่นั่นเสียอีก ภายในป่าลึกไม่มีทางเดินไปได้ เส้นทางเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงทางลัดที่พวกเขาเดินออกมากันเอง
“ทุกคนระวังหน่อย” เฟิ่งจิ่วกล่าวไป พลางสังเกตการเคลื่อนไหวรอบข้าง เธอเดินตรงกลาง ด้านหน้าเป็นต้วนเยี่ยกับลั่วเฟย ด้านหลังเป็นหนิงหลางกับซ่งหมิง ส่วนอสูรกลืนเมฆาตามไปข้างกายเธอ
เพราะพืชหญ้าขึ้นรก กิ่งไม้ขวางกั้น รวมถึงต้องสังเกตการเคลื่อนไหวโดยรอบ คอยระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นข้างกาย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเดินค่อนข้างช้า กระทั่งผ่านไปสามชั่วยามถึงจะเดินออกมาจากป่าลึกนั้น
แต่ยามนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว แม้พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน แต่เพราะยอดเขาปกคลุมป่าไม้บดบัง ภายในเทือกเขาอเวจีกลางคืนจึงยาวนานกว่ากลางวันเสมอ
“พวกเราผ่านป่าลึกด้านหน้า พวกเจ้าดูสิ ข้างหน้าก็เป็นรอบนอกของเทือกเขาอเวจีแล้ว”
เฟิ่งจิ่วมองป่าเบื้องห