องเขาตอนนี้ได้ ระยะใกล้เช่นนั้นแม้แต่ตนเองยังช่วยตนเองไม่ได้ เฟิ่งจิ่วกลับตอบโต้ได้อย่างว่องไวและช่วยเขาไว้โดยไม่เสียแรงสักนิด
ยามนี้อารมณ์ของเขาแปรปรวนดั่งพายุ ในห้วงความคิดว่างเปล่า พักไปนานนัก มองเฟิ่งจิ่วข้างกายในชุดแดงแพรวพราว ถึงจะเอ่ยอย่างนิ่งอึ้ง “เรื่องนั้น ขอบคุณจะ เจ้ามากที่ช่วยข้า”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็เงยหน้าเหลือบมองเขา “ไปด้านหลังเสีย” เธอส่งสัญญาณให้เขาเดินไปข้างกายพวกของต้วนเยี่ย
ยามนี้คนของกลุ่มชายฉกรรจ์ได้สติกลับมาในที่สุด แต่ละคนในดวงตามีจิตสังหารจ้องมองเฟิ่งจิ่ว “เจ้าหนู ใช้ได้นี่!”
เฟิ่งจิ่วมองคนพวกนั้น ในสิบกว่าคนนั้นมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสองสามคน และผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังอีกสองสามคน พละกำลังแข็งแกร่งสุดคือระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด กลิ่นคาวเลือดบนร่างของแต่ละคนแรงมาก เห็นได้ชัดว่ามือเปื้อนเลือดมาไม่น้อย
“ทำไม? อนุญาตให้พวกเจ้าฆ่าคน แต่ไม่ให้พวกเราโต้กลับหรือไร?”
เสียงของเธอเฉยชา มีความเกียจคร้านและเย็นเยียบบางส่วน ฟังเหมือนจะไม่แยแสสักเท่าไร ไม่ค่อยเห็นเรื่องนี้ในสายตา ทว่าคนคุ้นเคยย่อมรู้ว่ายามนี้เธอเกิดจิตสังหารแล้ว
แต่คนพวกนี้ไม่คุ้นเคยกับเธอ ไม่รู้สึกว่าเด็กหนุ่มอย่างพวกเขาจะอันตรายสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้พวกเขาเห็นคนของตนเองโดนเด็กหนุ่มชุดแดงถีบตกหน้าผาตายไป คงไม่วางมือแค่นี้เป็นแน่
ชายฉกรรจ์ท่าทางดุร้ายสิบกว่าคนแต่ละคนล้อมเข้ามา พากันชักดาบและก