นี่จะเข้าไปอย่างไร?” ต้วนเยี่ยขมวดคิ้วมองยังเฟิ่งจิ่ว “เป็นทางนี้ไม่ผิดกระมัง?”
“อืม เป็นที่นี่ไม่ผิดหรอก” เขาพยักหน้าขานรับ มองหน้าผากว้างสามสิบจั้งตรงหน้าและเอ่ยว่า “แต่ตรงนี้เป็นทางกั้น ที่นี่นอกจากกันสัตว์ร้ายในเทือกเขาตรงข้ามเข้ามา ยังเป็นบททดสอบของผู้ฝึกตนฝั่งนี้ด้วย”
เอ่ยถึงตรงนี้เสียงของเธอชะงักไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “หากแม้แต่ตรงนี้ยังผ่านไปไม่ได้ แล้วจะมีคุณสมบัติอะไรเข้าไปเทือกเขาอเวจี?”
“แต่สถานที่เช่นนี้พวกเราจะเข้าไปอย่างไร? ไม่ต้องพูดถึงสะพาน แม้แต่เชือกก็ไม่มี ร่อนกระบี่บินไปยังไม่ได้ ใช้พาหนะเหาะเหินไม่ได้ บินข้ามไปด้วยตนเองไม่ได้” ลั่วเฟยกล่าวไป สายตาก็มองคนพวกนั้นรอบข้าง ดูท่าทางเดาว่าคนพวกนี้คงกำลังหาทางข้ามไป
แต่แม้เทือกเขาอเวจีจะอันตราย แต่ไม่บอกว่าไม่มีใครเข้าไปไม่ได้ ทำไมคนตั้งมากมายถึงหยุดอยู่ตรงนี้เล่า?
“เจ้าหนู เจ้ามองอะไร!”
ผู้ฝึกตนหน้าตาดุร้ายเห็นดวงตาของลั่วเฟยพินิจมองโดยรอบ ก็ตะโกนลั่นอย่างโหดร้าย แรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสุดท้ายยังจู่โจมตามไปทางเขา
“ข้าลองดูไปรอบๆ มองเจ้าเสียที่ไหน?” ลั่วเฟยเอ่ยไป ไม่เกรงกลัวสายตาโหดเหี้ยมและน้ำเสียงขู่เข็ญของอีกฝ่ายสักนิด แม้เขารับปากเฟิ่งจิ่วจะไม่ก่อเรื่อง แต่เขาไม่ได้ทำอะไร แน่นอนว่าคงไม่โดนคนเข้าข่มเหง
ที่นี่คนมากมายเพียงนี้คนคนนั้นกลับไม่ตะโกน ดันมาตะคอกใส่เขาอย่างรุนแรง คิดจะเหยียบเขาเพื่อคุมอำนา