่วข้ามคืน”
“ใช่! ไฟไหม้ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ เพลิงลุกไหม้ไม่น้อยเลย หลายคนเห็นไฟเลยเข้าไปดูเมื่อคืน เล่ากันว่าข้างในล้วนกลายเป็นเถ้าไปแล้ว”
“นี่เป็นการขจัดเภทภัยให้ชาวบ้าน ไม่รู้จริงๆ ว่าวีรชนคนใดเก่งกาจเช่นนี้ ทำเรื่องดีที่คนอื่นทำไม่ได้”
“เรื่องนี้ไม่รู้หรอก ตอนนี้เดาว่าคนพวกนั้นที่ถูกช่วยไว้ก็เสียขวัญ อาจต้องรออีกหลายวัน เมื่อพวกเขาสบายใจขึ้นย่อมบอกแน่ว่าตอนนั้นเหตุการณ์เป็นอย่างไรกันแน่”
“อืม นั่นก็ใช่ ท้ายที่สุดแล้วต้องเป็นฝีมือของผู้แข็งแกร่งที่เที่ยงธรรมแน่ๆ”
“เรื่องนี้แน่นอน”
ครั้นได้ยินคำพูดของพวกเขา นอกจากเฟิ่งจิ่วแล้ว สามคนที่เหลือต่างแอบเริงร่าในใจ เห็นชัดว่ายินดี บนใบหน้ากลับยังคงไม่แสดงอาการ เพียงแต่มุมปากที่ยกขึ้นโดยอาศัยการเคี้ยวอาหารกลับเผยความรู้สึกอิ่มเอมใจของพวกเขาออกมา
เฟิ่งจิ่วเห็นก็ยิ้มเล็กน้อย กินอาหารเช้าไปเงียบๆ สำหรับเรื่องเช่นนี้เธอไม่ได้สนใจนัก ซ้ำยังเจอมาเยอะแล้ว จึงไม่รู้สึกอะไร แต่พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีทั้งนั้น เดาว่าคงทำเรื่องเช่นนี้และได้รับคำชมเชยเช่นนี้เป็นครั้งแรก จะยินดีในใจก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
“เฟิ่งจิ่ว เจ้าน่าจะมีข้อมูลของลั่วเฟยนั่นกระมัง? หมอนั่นเป็นจอมเจ้าเล่ห์ เจ้าคิดจะพาเขาไปเช่นไร?” ต้วนเยี่ยเอ่ยถามขณะมองคนที่นั่งตรงข้าม
“อืม ข้อมูลของพวกเจ้าสี่คนข้าอ่านหมดแล้วตอนออกมา” เธอกล่าวแล้วมองพวกเขาสามคน “แต่ละคนล้วนเป็นต