ละฝึกบำเพ็ญ ให้อยู่ในสำนักศึกษาสักสองสามปี” ผู้นำตระกูลซ่งเล่าแผนของตนเองออกมา
“อืม ก็ดี เรื่องนี้เจ้าจัดการเองเถอะ” กล่าวจบ บรรพบุรุษตระกูลซ่งก็เดินออกไป
หนึ่งวันผ่านไป เวลาช่วงเย็น
สถานที่แห่งหนึ่งบนเส้นทางภูเขา พวกเฟิ่งจิ่วทั้งสี่คนกำลังพักผ่อนอยู่ข้างทาง อาหารป่าที่พวกเขาล่ากลับมา รวมถึงปลาในลำธารที่จับมาถูกย่างด้วยกองไฟตรงหน้า
“พวกเจ้ากินนี่ก่อน ข้าจะไปจับมาอีกหน่อย” ซ่งหมิงเอ่ย หลังจากกินปลาตัวหนึ่งเสร็จเห็นว่าเหลือตัวเดียว จึงลุกขึ้นเดินไปยังลำธาร
“ซ่งหมิง จับมาอีกสิบกว่าตัวคงพอแล้ว” หนิงหลางตะโกนบอกพร้อมฉีกเนื้อชิ้นหนึ่งกิน จากนั้นลุกขึ้นยืน “ช่างเถอะ ข้าไปช่วยจับด้วยดีกว่า พวกเจ้ากินกันไปก่อน อย่าย่างจนไหม้ล่ะ”
เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยทั้งสองคนนั่งล้อมวงกินอยู่ข้างๆ หยิบสุราจากในห้วงมิติออกมาดื่ม อยู่ท่ามกลางพื้นหญ้า สายลมหนาวตะวันยอแสง ทั้งสุขใจและสบายกายนัก
“คืนนี้พวกเราพักกันที่นี่ ประเดี๋ยวกางกระโจมเล็กๆ สองสามหลังก็พอ” เฟิ่งจิ่วฉีกเนื้อย่างกินพลางบอกต้วนเยี่ยที่อยู่ข้างกาย
“อืม” ต้วนเยี่ยขานรับขณะพลิกย่างเนื้อ หยิบเนื้อที่ย่างจนสุกมาวางไว้ข้างๆ แล้วเติมฟืนอีกเล็กน้อย
เมื่อราตรีมาเยือน พวกเขากางกระโจมสี่หลังเล็ก ซ้ำยังโรยผงยาไว้ด้านนอกเพื่อป้องกันงูและแมลงเข้าใกล้ เมื่อค่อยๆ ดึกดื่นค่อนคืน คนทั้งสี่ที่ดื่มสุราหลับลึกไปตามกัน จนกระทั่งกลางดึกถึงถูกเสียงมีดกระบี่กระทบกันที่