ลับด้วยตนเอง จนกระทั่งเห็นอีกฝ่ายออกไปพ้นประตูใหญ่ของจวนตระกูลซ่ง คนทั้งสี่สบตากันแล้วจึงเดินเข้าไปในจวน กลับไปยังห้องโถง
“ท่านผู้อาวุโส คุณชายเฟิ่งคนนี้เป็นใครกัน” ผู้อาวุโสหนึ่งคนในนั้นเอ่ยถามอย่างสงสัย ดูจากท่าทีที่พวกเขาสี่คนปฏิบัติต่อเฟิ่งจิ่วแล้ว ฐานะของเด็กหนุ่มคนนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!
“เรื่องนี้ค่อยว่ากัน ให้คนพาตัวไป๋ซื่อ[1]เข้ามาก่อน” บรรพบุรุษตระกูลซ่งกล่าวเสียงขรึม สั่งให้สองคนไปพาตัวคนมาจากคุกใต้ดิน
ทุกคนในห้องโถงต่างมองหน้ากัน ผ่านไปพักหนึ่ง ไป๋เหลียนที่มือเท้าเปื้อนเลือดไม่มีใครพันแผลให้ก็ถูกผู้ฝึกตนสองคนพาเข้ามา ผู้ฝึกตนถอยไปด้านหลัง ภายในห้องโถงนี้นอกจากบรรพบุรุษและผู้นำตระกูลซ่ง ผู้อาวุโสสองสามคนกับลูกชายสองคนของไป๋เหลียน ทางฝ่ายตระกูลซ่งก็มีเพียงซ่งหมิง
ส่วนทางตระกูลหลิ่วมีบรรพบุรุษกับผู้นำตระกูลหลิ่ว ร่วมด้วยผู้อาวุโสสองสามคน ยามนี้สายตาของแต่ละคนหยุดมองร่างไป๋เหลียน มองใบหน้าแก่ชราของนาง ขณะที่ใจสั่นเล็กน้อยก็ยิ่งจริงจังกว่าเดิม
“ไป๋ซื่อ สองสามวันนี้เจ้าทำเรื่องชั่วร้ายอะไรไปกันแน่ ยังไม่รีบพูดมาตามจริงอีก!” บรรพบุรุษตระกูลซ่งตะโกนเสียงเข้ม สายตาคมกริบจ้องมองไป๋เหลียนที่อยู่เบื้องล่าง
แทบจะมั่นใจได้ว่าไป๋เหลียนไปล่วงเกินภูตหมอมา แต่นางทำอะไรกันแน่ ถึงทำให้ภูตหมอโกรธจัดและจำต้องเอาคืนหนักเช่นนี้?
“ข้าเปล่า…ข้าไม่ได้ทำ…”
นางร่ำไห้ตะโกน น้ำเสียงอ่อนแรง นอนหมอบบน