หมอกหนา กลับมีบางร้านหาบเร่เริ่มยกของเตรียมการค้าขายยามฟ้าสว่าง เมื่อผ่านร้านหาบเร่ได้กลิ่นน้ำเต้าหู้ จึงหยุดฝีเท้าลงทันควัน
“พวกเจ้าขายน้ำเต้าหู้หรือ?” เธอมองยังสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งพลางเอ่ยถาม
“เป็นเต้าฮวย น้ำกำลังต้มยังไม่เสร็จเลย!” ผู้หญิงตอบ
“อีกนานเท่าไรจะกินได้?” เธอลูบๆ ท้อง พร้อมมานั่งลงตรงโต๊ะเล็กของพวกเขา
“อีกสักครึ่งชั่วยามได้ คุณชายนั่งรอได้เลย จะดื่มน้ำชาหรือกินของว่างหน่อยไหม? ล้วนเป็นของเล็กน้อยที่พวกเราทำมา” ผู้หญิงกล่าว แล้วส่งพวกของว่างกับน้ำชาไปให้เฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็นั่งไปพลางกินตรงนี้ อย่างไรเสียตอนนี้กลับไปก็หลับไม่ลง ไม่สู้รอฟ้าสว่างค่อยกลับไปเรียกพวกเขาสองคน แล้วไปดูความวุ่นวายยังบ้านตระกูลซ่ง
เธอตัดสินใจแน่วแน่ จึงนั่งเท้าคางอยู่ตรงนั้น
กระทั่งท้องฟ้าค่อยๆ สว่าง เธอที่กินเต้าฮวยเสร็จนำกลับไปให้สองคนที่โรงเตี๊ยมสองชุด นอกจากเต้าฮวยยังมีซาลาเปาที่สามีภรรยาร้านหาบเร่ทำไว้ เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม ก็เห็นสองคนลงมาจากชั้นบนพอดี
“เจ้าไม่กลับมาทั้งคืนเลยหรือ?” สองคนเห็นฟิ่งจิ่วเพิ่งเข้ามา ก็เอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ดื่มยาแก้แล้วหรือ?” เธอมองยังทั้งสองพลางถามไป เพราะตอนนี้ยังเช้า ชั้นล่างโรงเตี๊ยมแทบจะไม่มีคนอื่น
“อืม อสูรกลืนเมฆาบอกพวกเราแล้ว” ทั้งสองพยักหน้าและมายังข้างกายเฟิ่งจิ่ว พินิจมองเขาหัวจรดเท้า ถามว่า “เจ้าคงไปแอบไปบ้านตระกูลซ่งกระมัง? ไปมาตามใจ