ะไร ข้านึกว่าจะติดกับเสียแล้ว!”
“ไม่เป็นอะไร?” เฟิ่งจิ่วชายตามองเขาด้วยท่าทีแปลกไป ลุกขึ้นมาปัดๆ ชุดคลุม “เจ้าคิดว่าไม่เป็นไรหรือ?”
ต้วนเยี่ยได้ยินคำพูดนี้ ในใจคร่ำเครียดเล็กน้อย มีลางสังหรณ์ไม่ดี กล่าวว่า “ตอนนั้นข้าเหมือนได้กลิ่นอะไรก็สลบไป ตอนนี้ตื่นมาร่างกายไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือว่าไม่ใช่?”
“ไปห้องข้างๆ ดูหนิงหลางเสียก่อน” เธอพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป ต้วนเยี่ยด้านหลังรีบตามไป เมื่อมาถึงห้องข้างๆ พร้อมกัน เห็นหนิงหลางบนเตียงยังหลับสนิท
เขาเห็นเฟิ่งจิ่วเดินเข้าไป หลังจากจับชีพจรของหนิงหลาง ก็ใช้เข็มเงินฝังตรงจุดลมปราณทำให้เขาฟื้นมา
“หือ?”
หนิงหลางลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วที่นั่งข้างเตียงก็ตกใจ “เฟิ่งจิ่ว? ทำไมเจ้าวิ่งมาห้องข้า?” เขาลุกขึ้นมานั่ง เห็นต้วนเยี่ยอยู่ด้วยเช่นกัน จึงโล่งอกทันควัน “อยู่กันหมดเลย! เช่นนั้นก็ดี ข้าจะบอกพวกเจ้า ว่าข้านอนอยู่ได้ยินการเคลื่อนไหว พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? เดาว่าคงเป็นคนที่ตระกูลซ่งส่งมา”
“ในเมื่อรู้กันหมดยังปล่อยให้ตนเองติดกับ และตกอยู่ในอันตราย? พวกเจ้าอยากตายนักหรือไร? ทำไมไม่รู้จักตอบโต้ตั้งแต่แรก?” เธอมองทั้งสอง น้ำเสียงเฉยชาและมีความดุดัน
สองคนครุ่นคิดสักพัก มองหน้ากันและมองยังเฟิ่งจิ่วรอเขาพูดอะไรต่อ ตั้งแต่ตื่นมาก็เห็นใบหน้าเขามีความโกรธเคือง ผิดปกติไปบ้างอย่างเห็นได้ชัด
“โดนพิษแล้ว เป็นพิษแรงเรื้อรัง จะตายภายในสามวัน คนคนนี้โหดเหี้ยม