จึงไม่เข้าใจและไม่พอใจอย่างมากที่เฟิ่งจิ่วถูกคัดตัวมาเข้าร่วมงานแข่งสำนักศึกษาครั้งนี้เป็นการภายใน
“เป็นศิษย์พี่เกิ่ง ครั้งนี้เพราะเฟิ่งจิ่วเป็นคนที่คัดเลือดมาเป็นการภายใน ศิษย์พี่เกิ่งที่จัดอยู่อันดับที่สิบจึงถูกดึงลงมา”
“ศิษย์พี่เกิ่งพละกำลังเดิมทีไม่ใช่แค่อันดับสิบ แต่ปีก่อนภายหลังคนอันดับท้ายๆ ขึ้นมา ปีนี้การทดสอบหลังเปิดเรียนอันดับเขาก็ลดลง กลายเป็นอันดับสิบรั้งท้าย ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าร่วมงานแข่งสำนักศึกษาครั้งนี้ แต่ข้าคิดว่ากำลังเขาอย่างไรก็แกร่งกว่าเฟิ่งจิ่ว”
“ถูกต้อง ข้าก็คิดเช่นนี้ แต่เป็นไปได้ว่าเส้นสายเฟิ่งจิ่วจะหนากว่าศิษย์พี่เกิ่ง มิเช่นนั้นคงไม่ดึงศิษย์พี่เกิ่งลงไปโดยไม่แม้แต่จะประลอง”
“บอกว่าเฟิ่งจิ่วมาจากแคว้นระดับเก้า แต่ปีก่อนเกิดเรื่องอาจารย์ทั้งสำนักศึกษายังต้องเคลื่อนทัพไปช่วยเขา ข้าคิดว่าภูมืหลังเขาต้องไม่ธรรมดา”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นหรอก พวกเจ้าดูสิ ท่าทางศิษย์พี่เกิ่งเช่นนี้คงอยากจะประลองกับเฟิ่งจิ่วตรงนี้ไม่ใช่หรือ? ล้วนตัดสินกันเป็นการภายในแล้ว รองเจ้าสำนักมีหรือจะให้เขามาโวยวาย?”
ได้ยินคำพูดนี้สายตาทุกคนต่างหยุดลงบนร่างศิษย์พี่แซ่เกิ่ง แล้วมองๆ เฟิ่งจิ่ว เดาว่าสองคนนี้คงไม่สู้กันกระมัง?
“มีเรื่องอะไร?” รองเจ้าสำนักมองนักเรียนแซ่เกิ่งพลางเอ่ยถาม
“ท่านรองเจ้าสำนัก ข้าไม่ยอมขอรับ” น้ำเสียงเขาเคร่งเครียด สื่อความหมายชัดเจน สายตาข้ามผ่านทุกคนไปหยุดลงบนร่า