้งหลายถึงเดินทัพไปกันหมด? พวกเจ้าตามไปดู คงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกระมัง?”
กวนสีหลิ่นไม่แยแสความสงสัยของเขา แต่กลับตกตะลึง “เจ้าบอกว่าออกไป? ออกจากสำนักศึกษาหรือ” สิ้นเสียงก็ไม่รอนักเรียนคนนั้นตอบกลับ ไปถามคนเฝ้าประตูต่อ
“โอ้ เจ้าหมายถึงม้าประหลาดตัวนั้นกับก้อนเนื้อกลมนั่นรึ? พวกมันออกไปแล้ว พุ่งออกจากประตูข้างของสำนักพลังวิญญาณ ไวเสียจนข้าคิดจะรั้งไว้ยังทำไม่ได้ แต่ออกไปได้สักพัก จนพวกเจ้าสำนักกลับมา ก็ไม่เห็นสัตว์อสูรสองตัวนั้นกลับมาด้วย”
กวนสีหลิ่นได้ยินคำพูดของคนเฝ้าประตู ก็เอ่ยทันทีว่า “ข้าจะออกไปหาเสียหน่อย”
“เฮ้ยๆๆ ไม่ได้! นักเรียนยังไม่ได้รับอนุญาต ออกไปพลการไม่ได้ นี่เป็นกฎ” คนเฝ้าประตูขวางเขาไว้ กล่าวว่า “แม้ม้าตัวนั้นแปลกไปหน่อย แต่จะดีจะเลวก็เป็นสัตว์วิญญาณ คงรู้ทางกลับมา ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
กวนสีหลิ่นเห็นว่าโดนขวางไว้ไม่ให้ออกไปก็ชะงักเล็กน้อย จากนั้นหันกายตรงไปหารองเจ้าสำนักที่ยอดเขาหลัก เล่าเรื่องราวให้เขาฟัง พร้อมยื่นคำร้องขอออกไปตามหาเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆา
“สัตว์วิญญาณต่างรู้ทาง เอาเช่นนี้แล้วกัน! หากพรุ่งนี้เช้ายังไม่กลับมา ข้าจะให้เจ้าออกไปตามหา วันนี้เจ้าก็บาดเจ็บเช่นกัน พักรักษาตัวก่อนเถอะ ไม่แน่ว่าเย็นๆ สัตว์อสูรสองตัวนั้นอาจกลับมาแล้ว”
เสียงหยุดไป เจ้าสำนักเอ่ยว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะสั่งคนเฝ้าประตูไว้ว่าหากสองสัตว์อสูรกลับมาจะไม่รั้งไว้”
กวนสีหลิ่นได้ยินเช่นนี้ถ