งคนตามมาติดๆ สายตาของสองคนจ้องโม่เฉินที่อุ้มเฟิ่งจิ่วไว้ เห็นเขาพาเฟิ่งจิ่วไปยอดเขาหลัก ก็ตามไปยอดเขาหลักด้วย
หลังจากวางเฟิ่งจิ่วไว้ห้องข้างๆ ห้องปีกของเขา โม่เฉินดูบาดแผลบนร่างนางคร่าวๆ เพราะบนร่างมีบาดแผลมากมาย จะถอดเสื้อผ้านางตรวจดูคงไม่ดีนัก ดังนั้นจึงถอยออกมา
“นี่เป็นยาทาแผล เจ้าเข้าไปช่วยนางทำแผลที” เขาบอกกับเยี่ยจิงที่ตามมาติดๆ ขณะเดียวกันก็ยื่นยาขวดหนึ่งให้
“ได้” เยี่ยจิงขานรับ หลังรับยามาก็เข้าไปข้างในโดยเร็ว
เนี่ยเถิงกับกวนสีหลิ่นสองคนก็ตามลงมาในเรือนเช่นกัน เห็นโม่เฉินนั่งอยู่ในลานบ้าน สองคนกำลังคิดจะเข้าไปดูเสียหน่อยก็ได้ยินเสียงเขาดังมา
“นักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังช่วยนางพันแผล”
ฝีเท้าชะงักลงเมื่อได้ยินเช่นนี้ นึกถึงว่าบนร่างนางมีบาดแผลเต็มไปหมดจึงไม่ได้เข้าไปด้วย แต่ถอยมาในลานบ้าน มองชายราวเทพจุติคนนั้นที่นั่งตรงโต๊ะหินโดยไม่พูดอะไร
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักตามมาถึง สองคนก็นั่งลงในลานบ้านเช่นกัน ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม รอจนประตูเรือนเปิดออก เยี่ยจิงถึงจะเดินออกมาจากด้านใน
“เยี่ยจิง เสี่ยวจิ่วเป็นอย่างไรบ้าง?” กวนสีหลิ่นเข้าไปถาม
สายตาของคนอื่นๆ หยุดลงที่นาง
“ยังดีอยู่ บาดแผลตรงไหล่ค่อนข้างรุนแรง แต่พันแผลไว้แล้ว นางหลับไปสักพักก็ตื่นขึ้นมากินยาเอง จากนั้นค่อยหลับไป” เห็นว่าเฟิ่งจิ่วยังรอดชีวิตได้ นางก็รู้สึกดีใจมากแล้ว
ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ว่าใครจะมีชีวิตรอดได้ภายใต้การไล่ล