ัวกลายเป็นไอสังหารพุ่งตรงไปยังผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนั้น แม้กำลังพวกเขาเทียบไม่ได้กับสองคนนั้น แต่ภายใต้การนำทัพของผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนตรงหน้า รวมถึงเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก แต่ละคนท่าทางสง่างามดุจสายรุ้ง และดุร้ายปานพยัคฆ์
“เสี่ยวจิ่ว!”
กวนสีหลิ่นวิ่งเข้ามาประคองนางที่บาดเจ็บไว้ มองเลือดทั่วร่างนาง ในใจเป็นกังวล “ข้าจะห้ามเลือดเจ้าก่อน”
“เฟิ่งจิ่ว เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ยังดีหรือเปล่า?” เซียวอี้หานเอ่ยถาม มองเขาอีกครั้ง ยามนี้คำว่าน้องเฟิ่งนั้นกลับยังเรียกไม่ออก
ใครจะกล้าเรียกเด็กหนุ่มที่สู้กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณได้โดยลำพังว่าน้องกัน? ก่อนหน้านี้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับพลังเขา ยามนี้รู้แล้ว ไหนเลยยังกล้าเรียกคนที่กำลังทั้งแข็งแกร่งและน่ากลัวกว่าตนเองเป็นน้อง?
“ยา”
ขณะที่กวนสีหลิ่นจะหยิบยา ก็เห็นมือหนึ่งยื่นมาเบื้องหน้าเขา พร้อมส่งยาขวดหนึ่งให้ เงยหน้ามองเนี่ยเถิงคนนั้น ไม่ได้สนใจเขาแต่หยิบยาขวดหนึ่งจากในห้วงมิติเทลงตรงไหล่เฟิ่งจิ่ว
เนี่ยเถิงมองนางที่สีหน้าขาวซีด นี่คือครั้งแรกที่เขาเห็นนางเป็นเช่นนี้ แม้ทั่วร่างมีบาดแผลน่าอึดอัดใจไม่สิ้นสุด กลับยังคงไม่อาจบดบังความสง่างามแพรวพราวบนร่างนางไว้ได้
สู้กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณเพียงลำพัง กำลังนางแข็งแกร่งถึงขั้นนี้แล้วหรือ?
เฟิ่งจิ่วไม่สนใขเนี่ยเถิง แต่หยุดสายตาลงบนร่างทุกคนที่ล้อมโจมตีผู้ฝึกตนระดั