ช่วงสาม นางที่ไม่ใช่แม้แต่ระดับสร้างรากฐาน ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้เลือดลมในร่างไม่แล่นพลุ่งพล่านก็ถือว่าดีแล้ว
“เฟิ่งจิ่ว ขะ ข้าหนีไม่ได้”
นางฝืนรับแรงกดดันพลางเอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างยากลำบาก ยามนี้นางเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเฟิ่งจิ่วเป็นเรื่องโง่เขลา มีแต่ต้องกลับสำนักศึกษาไปขอความช่วยเหลือโดยเร็ว ถึงอาจจะช่วยชีวิตเฟิ่งจิ่วได้
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็หันไปเหลือบมอง เห็นสีหน้านางขาวซีด มุมปากมีเลือดไหล หน้าผากมีเหงื่อซึม ฝ่ามือจึงเรียกกลิ่นอายพลังวิญญาณแล้วยื่นมือส่งเยี่ยจิงออกไปไกลกว่าสามจั้ง
เยี่ยจิงมองลึกไปที่นางโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะเรียกพลังออกดั้นด้นไปยังสำนักศึกษาอย่างรวดเร็ว…
สิบสองคนนั้นไม่สนใจการจากไปของเยี่ยจิง อาจคิดว่าไม่ควรค่าอยู่ในสายตา หรือคิดว่าต่อให้นางตามกำลังเสริมมาก็ไม่น่าเป็นคู่มือของพวกเขา
ภารกิจของพวกเขา ในสายตาของพวกเขา มีเพียงคนนามว่าเฟิ่งจิ่วคนนี้!
“เจ้าจะไปด้วยกันดีๆ หรือจะให้พวกเราลงมือ?” หัวหน้าหนึ่งในสี่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณเอ่ยเสียงเข้ม แววตาที่ทั้งคมกริบและเย็นชาจับจ้องหนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้น
“ใครส่งพวกเจ้ามา?” เธอเอ่ยถาม ในใจคิดคำนวณอย่างว่องไวว่ายังมีโอกาสรอดเท่าไร รวมถึงใครเป็นคนส่งคนพวกนี้มากันแน่
คนที่ถูกส่งมา ในนั้นมีระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน ชัดเจนว่าประเมินกำลังเธอไว้แล้ว หากเป็นแค่ระดับหลอมแก่นพลังยังด