ี่เดือน ก็แทบจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลของสำนักศึกษานี้ไปแล้ว หากเอ่ยชื่อเขาถึงขั้นที่ไม่มีใครไม่รู้จัก”
เนี่ยเถิงที่เดินไปด้านในท่ามกลางกลุ่มคนทั้งเย็นเยือกและเฉยชา เดิมทีเพียงฟังคนข้างกายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เงียบๆ ทว่าเมื่อได้ยินชื่อนั้น หัวใจเขาก็สั่นสะท้าน ฝีเท้าพลันหยุดลง สายตาเฉียบคมมองนักเรียนที่พูดคนนั้นทันควัน
“เจ้าบอกว่าใครนะ? เฟิ่งจิ่ว?”
“ใช่ เป็นเฟิ่งจิ่ว เจ้าเด็กนั่นเป็นนักเรียนใหม่ของสำนักยาเซียนปีนี้ แต่กลับทำให้พวกเจ้าสำนักกับรองเจ้าต่างสนใจเขา”
“ใช่แล้ว ความโดดเด่นของเขาตอนนี้แทบจะแซงหน้าสิบผู้มีพรสวรรค์ไปแล้ว”
“สามวันก่อนศิษย์พี่โอวหยางเอ่ยท้าประลองเขา นัดกันสู้บนลานประลองวายุเมฆา ใครจะรู้ว่าเขากลับซ่อนตัวเป็นเต่าหดหัวในกระดอง อยู่ในอาศรมไม่กล้าออกมาเจอคน”
“เจ้านั่นรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์พี่โอวหยาง ถึงไม่กล้ารับคำท้าแน่ๆ”
“หากเขารู้ว่าศิษย์พี่เนี่ยผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาเรากลับมา คงกลัวจนหลบในอาศรมไม่กล้าออกมาเป็นแน่”
“ฮ่าๆๆ ใช่ๆ”
นักเรียนข้างกายพวกนั้นกำลังพูดอะไร เนี่ยเถิงไม่ได้ยินแล้ว ห้วงความคิดเขามีเสียงดังสนั่น และมีเพียงข้อความเดียวดังก้อง
เฟิ่งจิ่ว… นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ในสำนักศึกษาหมอกดารา!
หนำซ้ำยังแต่งตัวเป็นชายปะปนเข้ามา? เป็นนางจริงๆ? หรือแค่มีชื่อแซ่เดียวกันเท่านั้น?
ยามนี้ หัวใจที่สงบเงียบมาเนิ่นนานเต้นแรงอี