้างว่า “รบกวนสั่งคนยกพวกน้ำสะอาดเข้ามาด้วยขอรับ”
ทว่ากลับไม่มีคนตอบรับคำพูดเธอหรือขยับเขยื้อนสักนิด เธอจึงขมวดคิ้วมองเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักอย่างอดไม่ได้ “คนคนนี้จะช่วยหรือไม่ช่วย? ถ้าไม่ช่วยข้าจะไปแล้ว”
สามคนในห้องได้ยินก็พลันได้สติกลับมา ไม่รอให้เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเอ่ยปาก ก็ได้ยินอาจารย์หลี่ว์เอ่ยถามอย่างยากจะยอมรับอยู่บ้างว่า “เปิดช่องบนศีรษะ? แล้วคนคนนี้ยังมีชีวิตได้ด้วยหรือ?”
เฟิ่งจิ่งได้ฟังแล้วเลิกคิ้ว “สงสัยในทักษะการแพทย์ข้าหรือ? ในเมื่อไม่เชื่อจะมาหาข้าทำไม?” เธอที่เดิมทีคิดจะเปลี่ยนเสื้อผ้าสีหน้าเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
แคลงใจในทักษะการแพทย์ สำหรับหมอแล้วนี่คือการดูถูก
เธอไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องช่วยคน ในเมื่อพวกเขาไม่เชื่อ เช่นนั้นจะอยู่ไปทำไม?
เห็นเฟิ่งจิ่วหันกายเดินออกไปด้วยสีหน้าเฉยชา เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักตั้งสติกลับมาได้ พอนึกถึงตัวตนภูตหมอของเขาแล้ว ทั้งสองใจสั่นสะท้าน รีบไล่ตามไป
“เฟิ่งจิ่ว พวกเราเชื่อเจ้า หากไม่เชื่อคงไม่เชิญเจ้ามาช่วยเขาหรอก”
รองเจ้าสำนักเข้าขวางเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว ปั้นหน้ายิ้มเอ่ยว่า “เจ้าอย่าใส่ใจคำพูดอาจารย์หลี่ว์เลย พวกเราไม่ได้ไม่เชื่อเจ้า แค่ไม่เคยได้ยินวิธีรักษาเช่นนี้ ดังนั้นจึงตกใจไปชั่วขณะหนึ่ง”
“จริงด้วยเฟิ่งจิ่ว เวลากระชั้นชิดแล้ว ขอเจ้ารักษาอาจารย์หลูไวหน่อยเถอะ!” เจ้าสำนักเอ่ยปากด้วย รู้สึกเสียใจกับความลังเลและสงสัยก่อนหน้า