ับเด็กหนุ่มเจ้าสำราญเช่นนั้น
ทว่าเมื่อหนุ่มน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสดใสที่ลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้งและแฝงความลึกลับกลับแอบซ่อนความดุร้ายและแรงกดดันไว้ มองแค่แวบเดียวก็ทำให้หัวใจเขาสั่นสะท้าน!
เด็กหนุ่มที่ชื่อเฟิ่งจิ่วคนนี้มาจากแคว้นระดับเก้าจริงหรือ?
บุคลิกท่าทาง รูปโฉมหน้าตา และความแพรวพราวสง่างามเช่นนี้ เขาจะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
“เฟิ่งจิ่ว?” เสียงเขาดังมา ในความทุ้มต่ำมีความดุดัน
“โอวหยางซิว?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ
ดวงตาของโอวหยางซิวหรี่ลง “ข้าได้ยินชื่อเสียงเจ้ามานานแล้ว”
“เช่นกันๆ” มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนยิ้มแต่ก็ใช่ไม่ยิ้ม
เขามองลึกล้ำที่หนุ่มน้อยบนหลังม้า อยากจะมองให้รู้ตื้นลึกหนาบาง ดังนั้นจึงกล่าวว่า “อีกสามวันให้หลัง ข้าจะรอเจ้าที่ลานประลองวายุเมฆา” กล่าวจบ ไม่รอให้เฟิ่งจิ่วพูดตอบก็หมุนตัวจากไปทันที
ในความคิดเขา คนอย่างเฟิ่งจิ่วผู้นี้ หากตนเองกล่าวท้าประลอง อีกฝ่ายไม่มีทางไม่มา
แต่เขายังไม่เข้าใจและประเมินเฟิ่งจิ่วต่ำไป จึงไม่รู้เลยว่าเฟิ่งจิ่วแค่ฟังคำพูดนี้ไปโดยไม่แม้แต่จะเก็บมาใส่ใจ
ขณะมองร่างที่เดินไกลออกไป รอยยิ้มตรงริมฝีปากเฟิ่งจิ่วยิ่งกว้างขึ้น เธอตบๆ หัวเหล่าไป๋แล้วพูดกับหมีดำตัวใหญ่ข้างๆ ว่า “เสี่ยวเฮย พวกเราไปกันเถอะ!”
หนึ่งคนสามสัตว์อสูรย่างฝีเท้ามุ่งไปยังอาศรมอีกครั้ง
ทางด้านนี้โอวหยางซิวเพิ่งท้าประลองกับเฟิ่งจิ่ว อีกด้านไม่เพียงสำนักพลังวิญญาณ แต่