ลอมแก่นพลังไปไม่ได้หรอก ชีวิตก็เช่นนี้แหละ”
“ใช่ คนฝึกวิชาเซียนรุ่นข้าเป้าหมายเพื่อหนทางชีวิตยืนยาวและวรยุทธ์สูงสุด จะหยุดอยู่แค่ระดับสร้างรากฐานเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“แหะ พวกเจ้าไม่รู้สินะ? ข้าตรวจสอบมาแล้ว เจ้าหนูนี่เป็นคนจากแคว้นระดับเก้า จะเก่งกาจได้สักแค่ไหนกัน?”
“อะไรนะ? แคว้นระดับเก้าต่ำสุด? ทำไมเจ้าไม่บอกก่อนเล่า? ข้ายังรอลุ้นเลย”
“ข้าก็อยากพูด แต่เขาบอกว่าเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด ข้าก็อึ้งไปทันที นึกว่าข่าวจะผิดไป”
“ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด? เหอะๆ เจ้าหนูนี่ไม่รู้ฝึกวิธีเก็บกลิ่นอายแบบใดมา แม้แต่อาจารย์หลี่ว์ยังมองระดับการฝึกบำเพ็ญไม่ออก เขามีฐานพลังวิญญาณร้อยแปดห้าธาตุ ไม่แน่ว่าอาจไม่ใช่แม้แต่ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ”
“อืม ก็เป็นไปได้ มิเช่นนั้นเจ้าว่าทำไมเขาถึงวิ่งไปสำนักยาเซียน? สำนักยาเซียนนั้นแทบจะรกร้าง ทุกปีล้วนรับนักเรียนไม่ได้สักคน มีแค่คนโง่ถึงจะไปที่นั่น”
“พวกเจ้าหุบปากซะ!” เยี่ยจิงตะโกนเสียงดังด้วยสีหน้าเยียบเย็น เห็นท่าทางเฟิ่งจิ่วก้มหน้าต่ำ ในใจก็อึดอัดอยู่บ้าง
นักเรียนคนอื่นเห็นเป็นเยี่ยจิง แต่ละคนต่างขยับปากและไม่เอาเรื่องนาง ด้วยเหตุนี้เสียงพูดจาเยาะเย้ยจึงหยุดลง
เฟิ่งจิ่วที่หลุบตาลงเล็กน้อยได้ยินเสียงหัวเราะเยาะพวกนั้นลอยมาข้างหู และได้ยินเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของเยี่ยจิง นัยน์ตาฉายแววยิ้มแย้มโดยฉับพลัน เงยหน้ามองไปทางเยี่ยจิงและเผยรอย