นออกไป
เฟิ่งจิ่วมายังสถานที่ที่ท่านปู่ฝึกบำเพ็ญ เมื่อหาเขาพบก็บอกกล่าวเรื่องราวกับเขาสักพัก ซ้ำยังตรวจดูสภาพร่างกาย และให้ยาบรรลุขั้นเขาไว้อีกหน่อย
“ท่านปู่ แม้ยาจะช่วยให้บรรลุขั้นได้แต่ก็ไม่ต้องหักโหม ในช่วงนี้ตามสภาพร่างกายท่าน จะใช้ได้แค่สองขวดนะเจ้าคะ”
เธอมองท่านปู่ตรงหน้าที่บรรลุระดับจักรพรรดินักรบแล้ว รูปลักษณ์จึงเปลี่ยนไปบ้าง กล่าวต่อไปว่า “ยาสองขวดนี้ใช้หมด ไม่ว่าท่านบรรลุถึงระดับไหน ก็ได้แต่ต้องหยุดไว้ก่อน จะฝึกบำเพ็ญอีกไม่ได้”
“เหอะๆ แม่หนูเฟิ่ง เจ้าวางใจเถอะ! ปู่กินเกลือมายังมากกว่าเจ้ากินข้าวอีก เหตุผลข้อนี้ข้ารู้ดี สบายใจเถอะ! จิตใจข้าตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นแล้ว” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดยิ้มพลางลูบเครา แล้วกำชับอีกว่า “มีตาเฒ่าเกิ่งไปเป็นเพื่อนเจ้า ปู่ก็สบายใจ”
“เช่นนั้นก็ดี ข้ากลับไปก่อนนะเจ้าคะ ยังต้องจัดการธุระอีกหน่อย” เธอพูดยิ้มๆ หลังจากบอกลาเขาถึงจะหมุนตัวจากไป
การส่งสินสอดครั้งนี้ นอกจากคนที่ท่านพ่อจัดแจงไว้เรียบร้อย เธอยังต้องพาพวกหลัวอวี่แปดคนกับเหลิ่งซวงไปด้วย ส่วนเหลิ่งหวาก็อยู่ดูแลงานต่างๆ ในจวนตระกูลเฟิ่งไป
เช้าตรู่วันต่อมา เมื่อเรือเหาะลำหรูหราจอดลงตรงประตูวังก็ทำให้พวกชาวบ้านพากันมุงดู โดยเฉพาะอักษรคู่สีแดงพวกนั้นที่แปะไว้บนเรือ ยิ่งทำให้ชาวบ้านต่างประหลาดใจ
“ได้ยินว่าคนที่จักรพรรดิหลวงจะไปสู่ขอเป็นบุตรสาวตระกูลหนึ่งในแคว้นใหญ่ระดับสาม นี่คงไปส่งสินสอดสินะ!”
“ผู้ค