ต้มนั้นสองสามครั้ง เขาก็ขมวดคิ้ว “คราวหลังกินอาหารอย่ารีบถึงเพียงนั้น ไม่ได้รีบเร่งอะไร”
“ได้ๆ ข้ารู้แล้ว” เธอขานรับอย่างหมดคำจะพูด คิดว่าเขาแทบไม่ต่างจากแม่เฒ่า จู้จี้ขี้บ่น อะไรๆ ล้วนต้องดูแล
เมื่อนายท่านทั้งสองกินเสร็จแล้ว พวกเขาอีกโต๊ะหนึ่งจึงจัดการอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว และตามหลังพวกเขาออกจากโรงเตี๊ยมไปยังบ้านตระกูลหลิน โรงเตี๊ยมห่างจากบ้านตระกูลหลินไม่ไกล ฝีเท้าพวกเขาไม่เร่งรีบ เดินนวยนาดไปประมาณครึ่งชั่วยามจึงจะมาถึงหน้าประตูใหญ่ตระกูลหลิน
เหลิ่งหวาเข้าไปเคาะประตู ส่วนคนอื่นยืนรอข้างๆ
ชายชราคนหนึ่งเข้ามาเปิดประตู หลังจากเห็นเหลิ่งหวาที่เคาะประตูก็พินิจมองแวบหนึ่ง แล้วจึงมองเหล่าคนข้างๆ นั้น ถามว่า “พวกท่านมาหาใคร?”
“เรามาหา…” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปาก เสียงชะงักไป พลันฉุกคิดขึ้นได้ ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง”
พอได้ยินว่ามาหาท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง ชายชราคนนั้นรีบร้อนเปิดประตูออก “เชิญทุกท่านเข้ามาขอรับ ข้าจะไปรายงานก่อน” พูดจบก็สั่งคนพาพวกเขาไปจิบชายังห้องรับแขก ส่วนตนเองไปรายงานผู้นำตระกูล
หลินป๋อเหิงที่กำลังทานอาหารเช้าในเรือนได้ยินคำพ่อบ้านก็อึ้งไป “เจ้าบอกว่าใครนะ? หนุ่มน้อยชุดแดงกับชายชุดดำ? บอกว่ามาหาซานหยวนหรือ” ซานหยวนอยู่ที่นี่นอกจากพวกเขาก็ไม่มีคนรู้จักอื่น ทำไมถึงมีคนมาหาได้?
“ขอรับ ข้าน้อยเห็นพวกเขาท่าทางไม่ธรรมดา ไม่เหมือนคนทั่วไป ซ้ำยังมาหาท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง จึงเชิญพวกเขามาจิบ