ังไปตลาดมืดให้คนช่วยดูอีก นางพาข้าวิ่งไปตามหาท่านตั้งหลายที่ โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไร”
ได้ยินเช่นนี้ เหลิ่งซวงอบอุ่นในใจ ขณะกำลังจะพูดก็เห็นร่างสีแดงโผเข้ามา จึงขานเรียกทันที “นายท่าน”
เฟิ่งจิ่วมองนาง พินิจมองจากบนลงล่างเสียก่อนถึงจะพยักหน้า “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” จากนั้นสายตามองไปด้านในเรือน
เห็นชายชราชุดเทาคนนั้นเดินออกมา สายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว ชะงักเล็กน้อยแล้วจึงพยักหน้า บอกว่า “ไม่มีใครเหลือรอดขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วมองชายชราแวบหนึ่ง บอกเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาว่า “พวกเจ้ากลับไปเถอะ! ฮุยหลาง เผาเรือนหลังนี้ทิ้งซะ”
“ขอรับ”
พวกเขาขานรับ แล้วตามหลังนางจากไป ส่วนชายชรากระโจนขึ้น หายลับไปกลางค่ำคืนมืดมิด เปลวไฟแล่นตรงไปในเขตเรือนและลุกโชนขึ้นมา แสงไฟส่องสว่างไปกว่าครึ่งฟ้าราตรี กลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายภายในเมืองซานเจียงต่างแตกตื่นเช่นกัน…
บ้านตระกูลหลิน
“ทำไมทางตะวันตกของเมืองถึงมีไฟไหม้ รู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?” ผู้นำตระกูลหลินสอบถามกลุ่มคนที่นั่งด้านล่าง
“เรือนหลังนั้นเป็นที่พำนักของลูกหลานสายตรงของตระกูลจงคนหนึ่งที่พฤติกรรมค่อนข้างเหลวไหล ใช้สำหรับซ่อนผู้หญิงโดยเฉพาะ เดาว่าคงไปล่วงเกินใครเข้าถึงถูกวางเพลิง ส่วนที่ว่าใครเป็นคนทำนั้นยังไม่ทราบ ที่นั่นไม่มีใครเหลือรอดสักคน” หลินเฉิงจื้อแจ้งข่าวที่ได้รับมาให้ทุกคนทราบ
“บุตรชายตระกูลจงคนนั้นไม่ได้เป็นเช่นนี้แค่ปีสองปี คนในเมือง