าเสียหน่อย” เธอลุกขึ้นยืนทันที เรียกเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาตามออกจากโรงเตี๊ยมไปยังถนนใหญ่
ยามนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งที่ถูกซู่ซีดึงไว้บนถนนใบหน้าชราแดงขึ้นเล็กน้อย ถามนางที่อยู่ข้างกายเสียงเบาว่า “ซะ ซู่ซี พวกเราจะไปไหนกัน?”
“ท่านบอกว่าจะออกมาเดินเล่นซื้อของเป็นเพื่อนข้าไม่ใช่หรือ” ซู่ซีเอ่ยไป “พี่ใหญ่เพิ่งบอกไว้แล้ว อีกสองวันจะส่งท่านกลับไป แต่ท่านต้องจำคำที่เคยพูดไว้ด้วย หลังจากกลับไปจะให้คนเข้ามาขอหมั้นข้า อย่าได้ไปแล้วไม่มีข่าวคราว”
“ไม่มีทางๆ” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดพลางโบกมือรัวๆ
เฟิ่งจิ่วทางด้านหลังไม่ไกลพาเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาตามมา เดินๆ หยุดๆ บางครั้งจะหยุดดูของบนแผงลอยข้างทาง ความจริงกลับเงี่ยหูแอบฟังสองคนด้านหน้าคุยกัน
เมื่อได้ยินท่านน้าซู่ซีบอกว่าหลังจากกลับไปต้องให้คนมาขอหมั้น เธอพูดไม่ออกอย่างอดไม่ได้ ท่านปูกับท่านน้าซู่ซีพัฒนาความสัมพันธ์กันรวดเร็วเพียงนี้เชียว? แม้แต่เรื่องแต่งงานยังคุยกันแล้ว?
ในใจนึกสงสัย ฟังต่อไปอีกก็ได้ยินข่าวที่ทำให้เธอไม่ค่อยสงบใจเท่าไร
“เจ้าต้องจำไว้ ข้าเป็นคนของท่านแล้ว อย่าให้ข้ารอนานเกินไป”
ผู้เฒ่าเฟิ่งได้ยินแล้วแม้แต่ใบหูยังแดงก่ำ เอ่ยเสียงเบาว่า “ซู่ซี นี่มันบนถนนใหญ่นะ!”
“บนถนนใหญ่แล้วอย่างไร? สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง”
“ใช่ๆๆ ข้ารู้แล้วๆ” เขาเช็ดเหงื่อ แอบคิดว่า ‘โชคดีที่ไม่มีคนรู้จัก มิเช่นนั้นคงรักษาหน้าแก่ๆ ไว้ไม่อยู่แล้ว’
เฟิ่งจิ่วถือพัดปิดปากที่อ้า