้าสน!”
จู่ๆ เขาเหมือนจะโกรธขึ้นมาเล็กน้อย กระแทกชามเหล้าในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง เหล้าครึ่งชามจึงกระฉอกออกมา ได้ยินเขาพูดอีกว่า “ในใจมีนางแล้วอย่างไร? หากรักนางก็ควรมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นาง ข้าให้ไม่ได้ ดังนั้นทุกครั้งถึงผลักไสนางไป ตะ…แต่หญิงโง่คนนั้นโผเข้ามาแต่ละครั้ง ก็ถูกข้าทำร้ายจิตใจทุกครั้งไป เจ้าว่า เจ้าว่านางโง่หรือไม่? โง่ใช่ไหม?”
“ข้าอยากหนี วันนี้ตอนบ่ายข้าก็คิดจะหนี!” เขาเอ่ยทันทีอย่างเต็มปากเต็มคำ แล้วถือชามเหล้ากระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง เวลาต่อมากลับขมวดคิ้ว สีหน้าลำบากใจ “แต่คิดอีกที หากข้าหนีไปนางจะรอข้าอีก เช่นนั้นข้าก็มีความผิดใหญ่หลวงแล้วจริงๆ ข้าคิดมาตลอดบ่ายยังคิดหาทางออกไปไม่ได้ เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไร?”
เขายกชามเหล้าขึ้นดื่มถึงจะรู้ว่าเหล้าในชามหกหมดแล้ว จึงตะโกนเสียงดัง “รินเหล้า!”
หลินเฉิงจื้อสะดุ้งตกใจทันที มองผู้เฒ่าด้วยสายตาแปลกๆ แวบบหนึ่ง ก่อนจะรีบร้อนรินเหล้าให้เขา “เช่นนั้นก็แต่งกับนางเสียเลยสิ! ความจริงนี่ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่ไม่มีทางแก้ อย่างไรเสียท่านน้าก็ชอบพอท่าน ไม่สนใจเรื่องที่ท่านแก่กว่านางหรอก” เขาเองก็ดื่มเหล้าอึกหนึ่ง สงบหัวใจที่ตื่นตกใจจนเต้นรัว
“ไม่ได้! หนังข้าเหี่ยวย่นหมดแล้ว จะทำลายเกียรติของซู่ซีได้อย่างไร? ไม่ได้ๆ”
“พรวด! แค่กๆ!”
หลินเฉิงจื้อได้ยินคำพูดเขาก็สำลักเหล้าทันใด ดวงตาเบิกกว้าง รู้สึกว่าความคิดกับวิธีพูดจาของท่านอาเฟิ่งช่างยากเกินคาดเ